menutop
line
lok
clp1

นายเฉลิมพล ดอนดี
เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ เมื่อวันที่  ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๐  ที่อยู่ปัจจุบันคือ   บ้านเลขที่ ๑๔๔/๓ บ้านทุ่งสีทอง หมู่ที่ ๑๐ ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง จังหวัด บิดาชื่อ นายเขียว ดอนดี มารดาชื่อ นางวันดี ดอนดี เป็นลูคนเดียว ไม่มีพี่น้อง

การศึกษา
ชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านดอนแก้ว
- ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนธรรมราชศึกษา
- ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่
- ปริญญาตรี คุรุศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัยครูเชียงใหม่
- ปริญญาโท ศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ประกาศนียบัตร (บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

clp2
ตำแหน่งและสถานที่ทำงานปัจจุบัน
รองผู้อำนวยการ ชำนาญการพิเศษ
- โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๔

การติดต่อสื่อสาร
โทรศัพท์ ๐๕๓๔๗๑๑๐๒ โทรสาร ๐๕๓๔๗๐๘๔๓ มือถือ ๐๘๗๑๘๓๕๐๙๔
- E-Mail Address : asso_dedicm@hotmail.com
- www.facebook.com/buddhayuntree
- www.twitter.com/noymt
- LINE : noymt

เกริ่นนำ
     
     ข้าพเจ้าชื่อ นายเฉลิมพล ดอนดี ปัจจุบัน อายุ ๔๗ ปี (นับถึง พ.ศ.๒๕๕๗) ทำงานอยู่ที่โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๔ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๕/๑ หมู่ที่ ๘ ต.สันมหาพน
อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียน ชำนาญการพิเศษ ข้าพเจ้ารู้จักคุณไพศาลเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ที่วิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๙ ข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากคุณไพศาล
แสนไชย ส่งไปที่บ้านเลขที่ ๖๕/๑ บ้านบ่อปุ๊ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เนื้อความจดหมายบอกว่า ข้าพเจ้านายเฉลิมพล ดอนดี โดยผู้เฝ้าส่วนกุศลผลบุญชื่อว่า น้อยบุญมี ได้ฝากเรื่องมาบอกว่า
นายเฉลิมพล ดอนดี มีเคราะห์กรรมอันเป็นผลกระทบมากจากอดีตชาตที่แล้ว ซึ่งผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นในรูปของอุบัติเหตุ ทั้งนี้น้อยบุญมีสั่งมาบอกว่ายังมีแนวทางแก้ไข ทั้งนี้คุณไพศาลได้บอกมาใน จดหมายว่า นอกจากนี้น้อยบญมียังได้เล่าบุพกรรมความเป็นมาของข้าพเจ้าตั้งแต่อดีต ปัจจุบันชาติและอนาคตชาติให้คุณไพศาล ทั้งนี้หากข้าพเจ้าสนใจให้ถามมาทางจดหมาย ข้าพเจ้าจึงได้ ้เขียนจดหมายถามไปและคุณไพศาลได้นัดหมายข้าพเจ้าไปพบเพื่อเล่ารายละเอียดให้ฟัง ณ วัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งคุณไพศาลได้บอกเวลานัดหมายและบุคลิกลักษณะให้ข้าพเจ้าทราบ
ก่อนที่จะพบกันก่อน เพราะทั้งข้าพเจ้าและคุณไพศาลยังไม่เคยพบกันมาก่อนในชาตินี้ เมื่อถึงเวลานัดหมายข้าพเจ้าได้เดินทางไปพบคุณไพศาลตามนัดช่วงเช้า โดยพบคุณไพศาลที่หน้าวัดสวนดอก
ซึ่งคุณไพศาลได้แก้ข้าพเจ้าว่า จะไปเล่าเรื่องบุพกรรมของข้าพเจ้าในวัดสวนดอกต่อหน้าพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์เจ้าอาวาสวัดสวนดอกในสมัยนั้น พ.ศ.๒๕๒๙ (บัดนี้ พ.ศ.๒๕๕๗ พระครูศรีปริยัติยานุรักษ์
ได้มรณภาพแล้ว) ซึ่งบุพกรรมในครั้งแรกมีรายละเอียด คลิกl1

เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖
     วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเนื่องมาจาก ป่วยกระดูกสันหลังยุบ และต้องพักรักษาตัวตามกำหนดที่แพทย์ได้บอกไว้  ข้าพเจ้าจึงมีเวลาในการคิดถึงสิ่งต่างๆ หรือย้อนดูจิตใจ ของตนเองมากกว่าคนอื่น  ข้าพเจ้าตั้งใจว่าอยากจะเล่าเรื่องในช่วงเวลาดังกล่าวให้ผู้อ่านได้อ่านสักเรื่อง และเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและผู้อื่นๆต่อไปผมล้มและไม่รู้สึกตัวไป เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2556 เนื่องมาจากมีภาวะความดันโลหิตสูง เพราะขาดการรับประทานยามาเป็นเวลา  6  เดือน  ตลอดจนไม่มีเวลาพักผ่อน  ได้เข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ และส่งต่อ เข้ารับการรักษาที่โรงพยายามบาลมหาราช เป็นเวลา  10  กว่าวัน แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกสันหลังยุบ  ต้องนอนราบ ห้ามนั่งเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่จะมีเครื่องมือช่วยพยุงตัวและต้องพักรักษาตัวอย่างน้อย  3 เดือนหรือจนกว่าแพทย์สั่ง ข้อความต่อไปนี้  ต้องบอกผู้อ่านก่อนว่าเป็นความเชื่อส่วนตัว  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ กฎแห่งกรรม  บาป-บุญ  ญาติที่แล้วชาตินี้ชาติหน้า หรือตามกฎไตรลักษณ์ ์ตามที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ ซึ่งข้าพเจ้าและคณะบุคคลที่ศึกษาเรื่องนี้ได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าข้อมูลทั้งตัวบุคคล  สถานที่  เป็นความจริงทุกประการและหรืออาจมีข้อมูล คลาดเคลื่อนก็คลาดเคลื่อน เพียงเล็กน้อย   เช่น  การสะกดชื่อ   ตัวเลข  เป็นต้น  แต่ข้อมูลหลักเป็นไปตามที่คุณไพศาลบอกไว้อย่างถูกต้อง

เงื่อนไขอยู่ที่โลกทั้ง ๓ อนุญาต
หลังจากที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้สัก 2-3 วัน ผมได้สอบถาม  คุณไพศาล  แสนไชย ซึ่งเป็นบุคคล ที่ผมเครารพนับถือมาตลอด  (ประวัติความเป็นมา คุณไพศาล แสนไชย อยู่ในภาคผนวก) ท่านเป็นล่าม
ในเมืองมนุษย์ เป็นคนปกติมีชีวิตอยู่  อายุประมาณ  54  ปี   บ้านอยู่ที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน  (ผมเคยรู้จักมาก่อนเมื่อผมอายุได้ 17  ปี) โดยถามว่าทำไมผมต้องประสบอุบัติเหตุ  และพบกับสิ่งร้ายๆบ่อยๆ  คุณไพศาล มีเงื่อนไขว่าให้ผมต้องไปกราบรูปเหมือนพระสงฆ์และไปบูชาพระ 5 รูป ดังนี้

mano krubatum krubasom krubatumachai krubakk
ครูบามะโนชัย
วัดสันป่าสัก อ.แม่แตง
ครูบาธรรมธิ
วัดสันป่าตึง อ.แม่แตง
ครูบาสม
วัดศาลาโปร่งกร่าว อ.สะเมิง
ครูบาธรรมชัย
วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง
ครูบาก้อนแก้ว
วัดม่วงชุม อ.แม่แตง
ย้อนรอยอดีตชาติ
หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ไปกราบสักการบูชาเหรียญ รูปปั้น  รูปเหมือนครูบาทั้ง 5 รูปแล้ว ในวันเข้าพรรษาวันที่  22  ก.ค.25556  ผมได้รับข่าวจากคุณไพศาลว่าครูบาคันธาและพญางพิงคราชได้เมตตา ให้คุณไพศาลนิมิตเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวผมให้แล้ว  โดยเล่าว่านิมิตมีอยู่ว่า   ในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราชครองเมืองเชียงใหม่  ในชาตินั้นตัวนายเฉลิมพล  ดอนดี  ได้เกิดเป็นมนุษย์โดยเป็นแค่วน (กำนัน) มีชื่อว่า นายน้อยเดื่อ  ได้ดูแลหมู่คนเพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง คุมคนงานอยู่   100  กว่าคน  เช่น  ปั้นอิฐ   ทำประตูเมือง กำแพงเมือง  โดยให้คนงานทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา  เมื่อคนงานทำไม่เสร็จหรือไม่ทันใจ
พ่อกำนันก็ลงโทษคนงานเหล่านั้น  เช่น มีการทุบตี ให้นอนตากแดดตากฝน   ใช้ของแข็งหรือของหนัก ทับตามร่างกาย  ทำให้บุคคลเหล่านั้น ของมีความเจ็บช้ำน้ำใจ ทั้งร่างกายและจิตใจ  ด้านบุญ  ในสมัยนั้นก็ได้สร้างวัดวาอารามไว้หลายแห่ง   ส่งผลให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ตลอดมาจนถึงชาติปัจจุบัน ส่วนด้านกรรมที่เป็นเศษกรรม ก็ส่งผลมาเรื่อยๆ  จนมาทันเอาชาตินี้  ซึ่งเศษกรรมหรือวิบากกรรมในอดีตชาติซึ่งจะมากระทบดังที่เป็นอยู่นี้ (นายเฉลิมพล  ดอนดี  ประสบอุบัติเหตุผมล้มและไม่รู้สึกตัวไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2556  มีอาการเจ็บและปวดหลังอย่างรุนแรง เดินไม่ได้ต้องนอนราบอย่างเป็นเวลา 10 กว่าวันและแพทย์วินิจฉัยว่ากระดูยุบและแจ้งว่าต้องพักรักษาตัวไปประมาณ  3 เดือนจึงจะหาย) ทั้งนี้วิบากกรรม ที่เป็นอยู่นี้  เป็นผลจากอดีตชาติ ที่บุคคลเหล่านั้น ได้สาปแช่งไว้ โดยขอให้นายเฉลิมพล  ดอนดี  เกิดมาภพใดชาติใดก็ดีถ้าได้พบกันขอให้ได้มาใช้กรรมกัน  ถ้าไม่ได้พบกันขอให้กรรมเวรตามมาทัน ขอให้นายเฉลิมพล อย่าได้ประสบความสำเร็จ ในชีวิตและครอบครัว ขอให้มีเหตุให้เป็นไปตลอด กรรมเวรอันนี้กำลังส่งผลอยู่ในชาติปัจจุบัน

ย้อนรอยอดีตชาต
สำหรับกรรมเวรที่เวรและวิบากกรรมที่เป็นอยู่นี้  มีวิธีแก้ไขให้หนักเป็นเบา  เบาเป็นบางและยุติกันในชาตินี้   โดยให้ไปอโหสิกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในชาตินี้บุคคลที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้พบกันเลย 
ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด  7  คน    ซึ่งในวันที่  23 กรกฎาคม  2556  คุณไพศาล  แสนไชย  บอกไว้ก่อน  4  คน  ดังนี้

  1. (นายปัน)  ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า  นายบัญชา    ไชยยอง  อยู่บ้านเลขที่  326  หมู่ 6  ต.ดอยหล่อ  อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่ 
  2. (นางศรี) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า  อัมพร   ใยสามเสน อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาเชียงใหม่  ต.สุเทพ อ.เมือง  จ.เชียงใหม่  
  3. (นายปวง) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า นายธรรมรงค์  กาวิละ   อยู่บ้านเลขที่  12 หมู่  2  ต.บ้านแม  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  4. (นายเมือง) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า นายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ   อยู่บ้านเลขที่  156 หมู่  2  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม
บุคคลและหน่วยงานที่ต้องขอขอบคุณ
แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าและคณะจะไปอโหสิกรรมในครั้งนี้  ข้าพเจ้าได้ประสานงานกับ  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละตำบล จนทราบข้อมูลเบื้องต้นก่อน แล้วจึงได้เดินทางไปพบ เจ้ากรรมนายเวรตามรายชื่อดังกล่าว  ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ  บุคคลและหน่วยงานดังต่อไปนี้
  1. นายสุรัตน์   กาญจนสุวรรณ  อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่นะ  อ.เชียงดาว
  2. ดร.สำนึก  นาห้วยทราย  ผอ.โรงเรียนวัดศรีล้อม  อ.หางดง
  3. พระสถิตย์     สิริวิชโย  วัดหนองหล่ม   อ.แม่แตง
  4. นางเพ็ญพรรณ  ชมถิ่น  ครูโรงเรียนแม่ก๊ะ   อ.แม่แตง
  5. ผู้ใหญ่บ้านหมู่  4  ต.แม่เหี๊ยะ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ 
  6. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหี้ยะ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ 
  7. ผู้ใหญ่บ้านหมู่  12  ต.บ้านแม  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่ 
  8. นายประพันธ์  กาวิละ  สอบต.บ้านแม  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่ 
  9. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแม อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่ 
  10. ผู้ใหญ่บ้านหมู่  6  หมู่ 9  หมู่  14  ต.ดอยหล่อ  อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่ 
  11. นายอนุสรณ์  แสนใจบาล  รองผู้อำนวยการโรงเรียนสองแคววิทยาคม อ.ดอยหล่อ
  12. นางวิไล  กล้าหาญ  รองผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงดาววิทยาคม อ.เชียงดาววิทยาคม
  13. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่ 
  14. เจ้าหน้าที่   คณะครู-อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงใหม่
  15. คุณทับทิม  วัชรเมธีมาศ  บ้านแม่เหี๊ยะ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ 
  16. ผู้ใหญ่บ้านหมู่   9  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  17. คุณบุญเลิศ  ไชยา  หมู่   9  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  18. ผู้ใหญ่บ้านหมู่   2  และกำนันตำบลน้ำบ่อหลวง  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  19. ป้อมตำรวจ  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  20. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำบ่อหลวง   ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  21. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก๋ว  อ.หางดง  จ.เชียงใหม่
  22. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้าน หมู่  4  ต.หนองแก๋ว  อ.หางดง  จ.เชียงใหม่

                จากข้อมูลการประสานงานกับผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทำให้ผมได้เบอร์โทรศัพท์  มือถือของบุคคลที่จะไปอโหสิกรรม  โดยมีรายละเอียดดังนี้
ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์สอบถามไปที่ผู้ใหญ่ 12  รู้จักคนชื่อ  นายธรรมรงค์  กาวิละไหม   ผู้ใหญ่บ้านตอบว่า  ให้ไปถามคุณประพันธ์  กาวิละ ซึ่งเป็นบิดาของนายธรรมรงค์  กาวิละ  สอบถามข้อมูลแล้ว 
ปรากฏว่านายธรรมรงค์  กาวิละมีชีวิตอยู่จริง  ขณะนี้เรียนอยู่ปี  3  เรียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่   และอยู่บ้านเลขที่  12 หมู่  2  ต.บ้านแม  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่  
ตรงตามที่คุณไพศาล  บอกไว้   นายธรรมรงค์จะกลับมาบ้านเป็นบางครั้ง  ข้าพเจ้าจึงนัดหมายกับบิดา ของนายธรรมรงค์  กาวิละเพื่อพบปะพูดคุยและขออโหสิกรรมในวันต่อมา ในการเดินทาง ไปพิสูจน์ความจริงและไปอโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรในครั้งนี้  ข้าพเจ้าได้รับ ความอนุเคราะห์จาก ผอ.สุรัตน์  กาญจนสุวรรณ  อดีตผู้อำนวยการบ้านแม่นะ อ.เชียงดาว  ผู้อำนวยการ
ดร.สำนึก  นาห้วยทราย  ผู้อำนวยการวัดศรีล้อม  อ.หางดง 

ขอบคุณที่เข้าใจ
ตอนแรกเรานัดหมายกับนายประพันธ์  กาวิละ  บิดาของนายธรรมรงค์  กาวิละ  แต่ปรากฏว่า  นายธรรมรงค์มาไม่ทันตามนัดหมาย  คณะจึงเดินทางค้นหาบ้านของ  นายปัญญารัตน์  วัชระเมธีมาศ ก่อนโดยได้สอบถามผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4   ผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่า   บ้านเลขที่  192/219  หมู่ 4  ต.แม่เหียะ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านจัดสรรชื่อ  กุลพันธ์วิว  คณะจึงเข้าไปในหมู่บ้าน โดยสอบถามยาม  และขี่รถวนเพื่อค้นหาว่าจะมีบ้านเลขที่ดังกล่าวหรือไม่และแล้วเราก็พบบ้านบ้านเลขที่  192/219  เจ้าของบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  และเจ้าของบ้านได้แนะนำตนเองว่าเขาชื่อ  คุณทับทิม  วัชรเมธีมาศ  คณะของเรา ก็ลุ้นกันว่าเมื่อบ้านเลขที่ตรงตามที่คุณไพศาลบอกแล้วจะมีคนชื่อนายปัญญารัตน์  วัชรเมธีมาศ  อยู่ในบ้านหลังนี้หรือเปล่า  เมื่อสอบถามแล้วปรากฏว่า  นายปัญญารัตน์ วัชรเมธีมาศ คือลูกของคุณทับทิมนั้นเอง  และตอนนี้ นายปัญญารัตน์  วัชรเมธีมาศ  เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังไม่ได้กลับบ้าน  ข้าพเจ้าจึงได้นัดหมายคุณแม่ของปัญญารัตน์ไว้ว่า ถ้าคุณปัญญารัตน์ กลับมาบ้านเมื่อไหร่ช่วยติดต่อข้าพเจ้าด้วยเพื่อขออโหสิกรรมในโอกาสต่อไป  
192 219

โหสิกรรมคุณธรรมรงค์  กาวิละ  (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๑)
ขณะนั้นเป็นเวลาที่ได้นัดหมายกับคุณประพันธ์  กาวิละ  และธรรมรงค์  กาวิละ  คณะของพวกเรา จึงเดินทางไปบ้านคุณประพันธ์  โดยคณะไม่ทราบว่าบ้านคุณประพนธ์อยู่แถวไหน   ทั้งนี้คุณประพันธ์แจ้งว่า ให้พวกเราไปที่ อบต.บ้านแม   เสร็จแล้จะมีคนนำคณะของพวกเราไปบ้านคุณประพันธ์  เมื่อมาถึงบ้านคุณประพันธ์   คณะของพวกเราได้รับการตอนรับ เป็นอย่างดีจากญาติพี่น้องของคุณประพันธ์
และก็ดำเนินการการขออโหสิกรรมได้เสร็จสิ้นตามวัตถุประสงค

b1 b2 b3 b4
การขออโหสิกรรมคุณธรรมรงค์ กาวิละ (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๑ : นายปวงในอดีตชาติ)

อโหสิกรรมคุณอัมพร   ใยสามเสน  (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๒)
วันต่อมาข้าพเจ้าได้ไปขออโหสิกรรมกับคุณอัมพร   ใยสามเสน   โดยก่อนไปพบคุณอัมพร  ใยสามเสน   ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปที่มหาวิทยาลัยฯก่อน  เมื่อสอบถามและได้ข้อมูลแล้วคุณอัมพร 
ใยสามเสน เป็นเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯ  จึงได้นัดหมายเพื่อขออโหสิกรรม  เจ้าหน้าที่  คณาจารย์ ของมหาวิทยาลัยฯให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  การอโหสิกรรมสำเร็จตามวัตถุประสงค์

ap1 ap2 ap3 ap4
การอโหสิกรรมคุณอัมพร ใยสามเสน (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๒ : นางศรีในอดีตชาติ)
อโหสิกรรมคุณอัมพร   ใยสามเสน  (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๒)

กรณีนายบัญชา   ไชยยอง  บ้านเลขที่  326  หมู่ 6  ต.ดอยหล่อ  อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่   ได้สอบถามผู้ใหญ่บ้านแล้ว  ไม่บ้านเลขที่นี้ในหมู่ที่ 6  และใหญ่บ้านได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหมู่ที่ 6  เมื่อก่อนเป็นหมู่ที่ 13 ได้แยกหมู่บ้านออกเป็น  3  หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ที่ 6  หมู่ที่ 9 และหมู่ที่  14  ข้าพเจ้าได้เดินทางไปตามหาตัวคุณบัญชาที่  3  หมู่บ้าน สุดท้ายก็ตามตัวไม่พบ  จึงหยุดการตามหาไว้ก่อน ซึ่งวิบากการรมที่ข้าพเจ้า  นายเฉลิมพล  ดอนดีได้รับทั้งหมดในเวลาปัจจุบันนี้เป็นกรรมเก่า  ได้ติดตามมาให้ผลในชาติปัจจุบัน  ซึ่งเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เหล่านี้จะทำให้ข้าพเจ้า  นายเฉลิมพล  ดอนดี  มีจิตใจที่วุ่นวายไปพบแต่สิ่งไม่เป็นมงคลกับชีวิต   ประกอบกับกรรมใหม่คือใช้ชีวิตอยู่ในความประมาท   คุณไพศาลได้เตือนว่า ให้ใช้สติปัญญา พิจารณาตนเองให้ดีๆ  ในนิมิตมีบอกอีกหลายอย่างแต่ในวันนี้ คุณไพศาลแสนไชย  บอกไว้เพียงเท่านี้ก่อน  หลังจากนี้แล้วจะบอกเพิ่มเติมภายหลัง วันต่อมาผมได้มีโอกาส ไปเรียนให้คุณไพศาลให้ทราบว่า ได้พยายามไปอโหสิกรรมให้เจ้ากรรม นายเวรให้ครบตามรายชื่อแล้ว  และได้บอกให้คุณไพศาลทราบเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรค ในการขออโหสิกรรม
ทั้ง  4 คนอะไรบ้าง  คุณไพศาลได้บอกชื่อและในวันที่  28  ก.ค.2556 คุณไพศาลได้  บอกชื่อเจ้ากรรมนายเวรเพิ่มเติม  ดังนี้

  1. (นายเมือง) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า นายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ   อยู่บ้านเลขที่  156 หมู่  2  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  2. (นายจีน) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า นายจิรพงศ์  โยพนัชสัก   อยู่บ้านเลขที่  34 หมู่  4  ต.หนองแก๋ว  อ.หางดง  จ.เชียงใหม่
  3. (นายหิง) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า นายพิชิตพล  ไชยา อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่  9 ต.นำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่
  4. (นายขัน) ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์มีชื่อว่า ปัญญารัตน  วัชรเมธีมาศ   อยู่บ้านเลขที่  192/219 หมู่  4  ต.แม่แเหียะ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่
ใน  3  รายที่ต้องไปขออโหสิกรรม  ข้าพเจ้าได้ประสานงานกับ  ผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบล น้ำบ่อหลวง ละองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำบ่อหลวงเพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของบุคคลที่ต้องไปอโหสิกรรม  ข้าพเจ้าได้เดินทางไปถึงอำเภอหางดง และแวะไปเยี่ยมและขอคำแนะนำจาก ดร.สมนึก นาห้วยทราย  ผู้อำนวยการวัดศรีล้อม  อ.หางดงเกี่ยวกับเส้นทางการไป ตำบลน้ำบ่อหลวง  หลังจากนั้นข้าพเจ้า ก็โทรศัพท์สอบถามกำนันตำบลน้ำบ่อหลวง  ท่านแนะนำว่าให้ข้าพเจ้าได้เดินทางไปถึงสามแยกน้ำบ่อหลวงแล้วให้สังเกตป้อมตำรวจ แต่เมื่อข้าพเจ้าไปถึงสามแยกน้ำบ่อหลวงยังไม่เห็นป้อมตำรวจ ข้าพเจ้าพลัดหลงเข้าไปจนถึงวัดน้ำบ่อหลวง  นึกในใจว่าดีแล้วถือโอกาสไปกราบไหว้พระในพระวิหารและกราบรูปเหมือนท่านเจ้าคุณสุธรรมยานเถร (ครูบาอินทจักรรักษา)  เมื่อได้กราบพระในวิหาร และรูปเหมือน ครูบาแล้ว จิตใจรู้สึกสดชื่น  สบายใจ  จึงได้อธิษฐานจิตต่อครูบาว่าขอให้การเดินทางไปขออโหสิกรรม ครั้งนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น ขอครูบาอาจารย์ส่องนำทางด้วยเถิด
bl2 b1 vl3 bl4
ครูบาอินทจักรรักษา ภายในวัดน้ำบ่อหลวง

อโหสิกรรมคุณพิชิตพล  ไชยา  (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๓)

ข้าพเจ้าเดินทางออกจากวัดน้ำบ่อหลวง  ออกมาด้วยเหตุบังเอิญหรือก็ไม่ทราบพบป้อมตำรวจพอดี  ข้าพเจ้าจึงเข้าไปสอบถามข้อมูลที่ป้อมยามตำรวจ ก็ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า แถวสามแยกน้ำบ่อหลวง ก็คือหมู่2ต.น้ำย่อหลวงนั้นเอง  และก็ด้วยเหตุบังเอิญอีกหรือปล่าว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 มาถึงที่ป้อมยามตำรวจพอดี  ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าท่านกำนันให้มานำทางไปบ้านหมู่ที่  9  ซึ่งอยู่อีกหมู่บ้านห่างไปจากหมู่ที่  2  เมื่อไปถึงบ้านพบว่ามีคนมารอบพบอยู่แล้ว  เพราะผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9  ได้กรุณาโทรศัพท์มาประสานงานก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปถึง   ได้พบกับคุณพ่อของนายพิชิตพล  ไชยา   และได้สอบถามบ้านเลขที่ว่า คือบ้านเลขที่อะไร  คุณพ่อตอบว่า  บ้านเลขที่ 111 หมู่  9  ต.นำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่  ตรงกับคุณไพศาลบอกไว้  ข้าพเจ้าจึงได้อธิบายพูดคุยกับคุณพ่อและนายพิชิตพล  ไชยา   จนเข้าใจจุดประสงค์ในการมาขออโหสิกรรมเป็นอย่างดี  และก็เหตุบังเอิญเป็นครั้งที่ 3  ปกติวันนี้นายพิชิตพลเรียนอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  บังเอิญว่าวันนี้หยุดอ่านหนังสือ เพราะจำไปสอบ วันพรุ่งนี้  ถ้าข้าพเจ้ามาวันอื่นจะไม่พบนายพิชิตพล การดำเนินการขออโหสิกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้หยาดน้ำลงดินให้ แม่พระธรณีและโลกทั่งสาม รับรู้รับทราบ
pc1 pc2 pc3 pc4
การขออโหสิกรรมคุณพิชิตพล ไชยา (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๗ : นายหิงในอดีตชาติ)

ครอบครัวนี้เข้าไม่เข้าใจว่าอโหสิกรรมคืออะไร (นายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  เจ้ากรรมนายเวรคนที่  4)

ข้าพเจ้าได้เดินต่อไปยังอำเภอหางดง เพื่อเดินทางไปขออโหสิกรรมกับอึกคนหนึ่ง  เมื่อได้สอบถามเส้นทางแล้ว  ก็จึงมุ่งหน้าไปบ้านหนองแก๋ว  ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านหมู่  4  มาก่อนล่วงหน้าแล้วในวันที่ไป ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4  ไปประชุมที่อำเภอจึงมอบหมายให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นคนนำทางไปบ้านนายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ซึ่งผู้ใหญ่บ้านบอกก่อนล่วงหน้าแล้วว่าครอบนี้ ไปทำงานที่เชียงใหม่ ปกติจะไม่อยู่บ้าน   ข้าพเจ้าจึงตอบผู้ใหญ่บ้านไปว่าไม่พบก็ไม่เป็นไร  ขอได้พูคุยกับญาติพี่น้องของเข้าก่อนจะไปขออโหสิกรรมภายหลัง   แต่ก็บังเอิญอีกเป็นครั้งที่ 5  วันนั้นแม่ของนายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  อยู่บ้านแต่ตัวนายนายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ไปทำงานไม่อยู่บ้าน  เจ้าของบ้านรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจในการมาขออโหสิกรรมในครั้งนี้  เพราะแม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ถามว่ามาทำอะไรหรือ  มีวัตถุประสงค์อะไร   บ้านเลขที่ที่มาถูกบ้านของนายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ก็คงไม่ยากเพราะถามผู้ใหญ่บ้านหรือค้นจากอินเตอร์ก็ได้  แม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ยังขอบัตรประชาชน  บัตรข้าราชการและบันทึกที่อยู่ไว้ ข้าพเจ้าให้ข้อมูลทุกอย่างว่าจะขอข้อมูลอะไรก็ให้หมด  พร้อมที่อยู่ของบุคคลที่ติดต่อและสอบถามได้  ได้แก่  ผอ.สุรัตน์  กาญจนสุวรรณดร.สมนึก  นาห้วยทราย และคุณไพศาล   แสนไชย แม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสักสอบถามและขอข้อมูลจนเป็นที่พอใจแล้ว    สุดท้ายผมเอ่ยขึ้นว่าผมจะมาขออโหสิกรรมกับจิรพงศ์  โยพนัชสัก  แม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสักตอบว่า  อโหสิกรรมคืออะไร  ไม่เคยรู้เคยเห็น  ไม่เข้าใจมาก่อน  จิรพงศ์  โยพนัชสัก  คงไม่สะดวกในช่วงนี้เพราะต้องทำงาน  เดี๋ยวจะถามครอบครัวก่อน  ผมเห็นว่าแม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ไม่เต็มใจที่จะให ้การขออโหสิกรรม  สุดท้ายคิดว่าท่านคง ไม่พร้อมเปิดใจในการมาขออโหสิกรรมในครั้งนี้และคงไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายต่อไป  จึงจะขอฝากหนังสือที่มีประวัติคุณไพศาลและตัวอย่าง อโหสิกรรมและการนิมิตไว้ให้อ่าน  แต่ปรากฏว่าแม่ของจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ตอบว่าไม่ขอรับอะไรทั้งสิ้น  ข้าพเจ้าจึงขอลากลับบ้านและปรึกษากับคุณไพศาลว่ากรณีนี้ทำอย่างไร  คุณไพศาลตอบว่า คนคนนี้  เป็นคนสมองหรือปัญญาทึบที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ (หมายถึงเรื่องบุญ-บาป  กรรมดี  กรรมชั่ว  การเวียนว่ายตายเกิด  หรือกฏไตรลักษณ์)   เอาไว้วันหน้า มีคนมาอธิบายให้เขาเข้าใจ ภายหลัง   และคุณไพศาลแนะนำว่าสำหรับกรณีนี้  ให้ไปถวายสังฆทานกับพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบและกรวดน้ำลงดินอุกทิศส่วนกุศลผลบุญให้นายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  ข้าพเจ้าจึงได้ไปถวายสังฆทาน กับเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ และพยายามแผ่เมตตาให้กับครอบครัวนี้เป็นประจำ เป็นอันว่าวันนี้  ข้าพเจ้าได้เรียนรู้คนในโลกนี้ยังมีอีกมากที่ไม่เข้าใจเรื่องการอโหสิกรรม   ไม่เข้าใจคำว่าเจ้ากรรมนายเวร   และคงจะมีคนอีกมากที่ไม่เข้าใจบุญ-บาป  กรรมดี  กรรมชั่ว  การเวียนว่ายตายเกิด  โลกนี้โลกหน้าหรือชาติที่แล้ว  ชาตินี้ ชาติหน้า  เป็นต้น   เห่อ!.....คนหนอคน.......
ข้าพเจ้าได้ย้อนกลับที่บ้านหมู่ 2  ของท่านกำนันตำบลน้ำบ่อหลวง ท่านเป็นคนมีพื้นฐานและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการอโหสิกรรม  เข้าใจเรื่องด้านบุญ-บาป  เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม  ท่านเต็มใจ
ที่จะประสานงานให้ทั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่  9  และหมู่บ้านของท่านเอง แม้ท่านจะต้องมีภารกิจในวันนั้น ท่านยังอุตส่าห์ ประสานงานญาติพี่น้อง แม่ของนายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ  ไว้ล่วงหน้าก่อนที่ ข้าพเจ้าจะไปถึงท่านถึงกับแปลกใจว่า  “ทำไมรู้จักคนชื่อนายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ  ซึ่งเป็นลูกของป้านงค์ ในขณะท่านกำนันแปลกใจว่ารู้ได้อย่างไร”   ซึ่งข้าพเจ้ายังอดคิดถึงการ อธิฐานจิตต่อ ครูบาอินทจักรรักษาไม่ได้ว่า  ขอให้การมาอโหสิกรรมเป็นไปด้วยความราบรื่น  ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงหน้าของนายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ  พอดี  โดยความบังเอิญพบกับพี่ของแม่ของนายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ  ท่านจึงได้โทรศัพท์ไปหาคุณแม่ ของดิษฐพงษ์  ซึ่งอยู่ที่ตลาดเพื่อพบปะพูดคุยเรื่องการอโหสิกรรม   ญาติพี่น้องของดิษฐพงษ์เป็นคนอัธยาศัยไมตรีดีมาก  ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ีทั้งครอบครัวมีพื้นฐานความรู้เรื่องการอโหสิกรรม มีความรู้ เรื่องบาป-บาปคุณโทษ  เข้าใจชาติที่แล้ว  ชาตินี้  ชาติหน้า  เป็นอย่างดีเพราะคุณแม่ของดิษฐพงศ์ปฏิบัติธรรมและชอบทำบุญอยู่เป็นประจำ  ข้าพเจ้าถามถึงบ้านเลขที่หรือที่อยู่ในปัจจุบันว่าเลขที่เท่าไหร่  คุณแม่ของ ดิษฐพงศ์ตอบว่าเป็นบ้านเลขที่  156 หมู่  2  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่  ตรงตามที่คุณไพศาล
บอกไว้   ส่วนนายดิษฐพงศ์  บุญชัยอาจ  ไม่อยู่บ้านเพราะไปเรียนที่กรุงเทพและจะกลับมาเยี่ยมบ้านในวันที่ 5-12  สิงหาคม  2556  นี้   ข้าพเจ้าจึงได้พูดคุยนัดหมายกับคุณแม่ไว้ว่า  จะกลับมาขออโหสิกรรม
กับนายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ  ในวันที่  10  สิงหาคม 2556  คุณแม่และญาติพี่น้องก็ยินดีอย่างยิ่ง  ตรงข้ามกับครอบครัวของนายจิรพงศ์  โยพนัชสัก  บ้านหนองแก๋ว  ต.หนองแก๋ว  อ.หางดง 
จ.เชียงใหม่  ที่แม่ของนายจิรพงศ์ ไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย 

อโหสิกรรมคุณดิษฐพงษ์ บุญชัยอาจ (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ 5)

วันที่ 10  สิงหาคม  2556  วันนี้  ข้าพเจ้ามีโอกาสมาขออโหสิกรรมที่ บ้านเลขที่  156 หมู่ 2  ต.น้ำบ่อหลวง  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่  ซึ่งข้าพเจ้าได้สอบถามที่อยู่จาก ท่านกำนัน ตำบล น้ำบ่อหลวง และประสานงานกับครอบครัวบุญชัยอาจและคุณแม่ของ นายดิษฐพงษ์  บุญชัยอาจ เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว วันนี้เมื่อมาถึงบ้านของดิษฐพงษ์  คุณแม่และดิษฐพงษ์เตรียมรอ การอโหสิกรรมอยู่แล้ว  ข้าพเจ้า จึงขอขอบคุณครอบครัวบุญชัยอาจที่มีความเข้าใจเรื่อง การอโหสิกรรมและคุณแม่พวงเพ็ชร  บุญชัยอาจ ที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือเป็นคนศีลคนธรรม และมีพื้นฐานหรือมีความเข้าใจเรื่องบาป-บุญ  ชาติที่แล้ว  ชาตินี้  ชาติหน้า  กฎแห่งกรรม ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่พระพระพุทธองค์ได้กล่าวไว้
ds1 ds2

สำหรับการขออโหสิกรรมที่ต้องรอเหลืออีก   2  คน  คือ นายปัญญารัตน์   วัชรเมธีมาศ ไปเรียนที่กรุงเทพและต้องรอกลับมาเชียงใหม่ และกรณีของ นายบัญชา  ไชยยอง ที่อำเภอดอยหล่อ ด้้วยความบังเอิญ ที่คุณแม่พวงเพ็ชรซึ่งเป็นแม่ของนายดิษฐพงษ์มีญาติเป็นปลัดอยู่ที่อำเภอดอยหล่อ  ข้าพเจ้าจึงได้สอบถามถึงที่อยู่ของนายบัญชา   ไชยยอง  ที่คุณไพศาลได้บอกไว้ครั้งแรก จากท่านปลัดท่านยืนยันว่ามี  บ้านเลขที่  326   หมู่  6  ต.ดอยหล่อ  อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่  อยู่ในทะเบียนราษฎร์จริง

เบื้องบนยืนยันว่ามีคนชื่อนี้ในโลกมนุษย์

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปพบคุณไพศาลอีกครั้งที่บ้านท่ากองิ้ว  อ.ป่าซาง  เพื่อสอบถามหรือตามหาคุณบัญชา  ไชยยอง เจ้ากรรมนายเวรคนที่  7  คุณไพศาลเล่าว่าได้สอบถามเบื้องบนแล้ว  เบื้องบนยันว่า 
นายบัญชา  ไชยยอง  ว่าบ้านเลขที่ 326  หมู่ 6  มีอยู่จริงและนายบัญชา   ไชยยองก็อยู่ในบ้านเลขที่  326  หมู่ 6 นี้แหละ  เบื้องบนยังได้เห็นหน้าตามาแล้ว   ให้ข้าพเจ้าลองพยามค้นหาดีๆ ข้าพเจ้าก็แปลกใจ
ที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่  6  บอกว่าไม่มีบ้านเลขที่  326  หมู่ 6  และไม่มีคนชื่อบัญชา  ไชยยอง   วันนี้  26  สิงหาคม  พ.ศ.2556  ได้ย้อนดูหรือทบทวนใจตนเองว่าเป็นอย่างไร  เมื่อนึกถึงแล้ว ก็มีความปิติยิดีเพราะ ทุกวันนี้ได้ฟังธรรมและปฏิบัติธรรมตามโอกาส  ถ้าไม่มีภารกิจจำเป็นที่ไหน
ก็จะทำงานอยู่บ้าน  ใช้เวลาว่างทำงานบ้านและฟังธรรมจากพระสุปฏิปันโนทุกเย็นหลังจากกลับจากที่ทำงานมาแล้ว  วดมนต์ไหว้พระ  ทำสมาธิภาวนาวันละ 10-30นาที  เป็นประจำทุกวัน  คิดดี  ทำดี ปรารถนาดี และสนทนาธรรมกับกัลยาณมิตรตามโอกาส   วันนี้วันที่  28  สิงหาคม พ.ศ.  2556 ข้าพเจ้าได ้ย้อนคิดถึงคำยืนยันจากคุณไพศาลว่า  “ที่บอกว่าเบื้องบนยันว่า  นายบัญชา  ไชยยอง  ว่าบ้านเลขที่ 326  หมู่ 6  มีอยู่จริงและได้เห็นหน้าตามาแล้ว” ทำให้ข้าพเจ้าต้องค้นหา วิธีตามหานายบัญชา  ไชยยองอีกครั้ง โดยในวันนี้ได้ตั้งจิตอธิฐานต่อครูบามะโนชัย  ครูบาธรรมชัย  ครูบาสม  ครูบาธรรมธิ  ครูบาก้อนแก้ว  ครูบาอาจารย์ที่เครารพนับถือและเทวบุตร เทวดา ให้ดลบันดาลให้ สามารถพบกับนายบัญชา  ไชยยอง  เจ้ากรรมนายเวรคนที่  7  คนสุดท้ายที่ต้องอโหสิกรรม  หลังจากนั้นมาจิตใจข้าพเจ้าก็โปรดโปร่งทำให้คิดได้ว่า  น่าจะให้รองอนุสรณ์สอบถาม บุรุษไปรษณีย์ดู เคยไปส่งจดหมายหรือรู้จักบ้านเลขที่ 326  หมู่  6  หรือมีคนชื่อบัญชา  ไชยยองอยู่ในบ้านเลขที่นี้หรือปล่าว   ช่วงบ่ายวันที่  28  สิงหาคม  พ.ศ.2556  รองอนุสรณ์  แสนใจบาล รองผู้อำนวยการ สองแควพิทยาคม ได้โทรศัพท์มาบอกว่าได้สอบถามบุรุษไปรษณีย์ที่อำเภอดอยหล่อแล้ว  ได้คำตอบว่ามีบ้านเลขที่  326  หมู่  6  ต.ดอยหล่อ  อ.ดอยหล่อ  จ.เชียงใหม่  อยู่ในหมู่ 6  จริงเพราะบุรุษไปรษณีย์เคยไปส่งจดหมายแล้ว  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอความอนุเคราะห์ให้ท่านรองอนุสรณ์  แสนใจบาล ได้ตามบุรุษไปรษณีย์ไปที่บ้านเลขที่  326  หมู่  6  ได้สอบถามคนในครอบครัว ปรากฏว่ามีบุคคลชื่อ นายบัญชา  ไชยยอง  อยู่บ้านเลขที่  326  หมู่ 6  จริง  แต่ปัจจุบันนี้ได้ไปทำงานอยู่ที่ บริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรแช่แข็งและส่งออก  เลขที่  178 หมู่ 9 ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 50120 , เชียงใหม่  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่  ซึ่งที่อยู่ปัจจุบันได้จากการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตและสอบถามบริษัท และได้พูดคุยกับคุณบัญชา  ไชยยอง ทางโทรศัพท์จนเป็นที่เข้าใจในเบื้องต้น  ซึ่งคุณบัญชา เป็นคนมีมนุษสัมพันธ์ที่ดี  ข้าพเจ้าได้นัดหมายเพื่อขออโหสิกรรมคุณบัญชาที่บ้านคุณไพศาล  บ้านท่อกองงิ้ว  ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ในวันที่  1  กันยายน  2556  ในการเดินทางไปครั้งนี้  มีผอ.สุรัตน์  กาญจนสุวรรณ   และรองวิไล   กล้าหาญ  เดินทางไปสังเกตการณ์ในการอโหสิกรรมในครั้งนี้ด้วย ก่อนที่คณะของข้าพเจ้า จะไป ถึงบ้านคุณไพศาล  บ้านหลังหนึ่งในบ้านท่ากองิ้ว  ต.บ้านเรือน  อ.ป่าซาง  ได้มีผู้คนและรถยนต์หลายคันอยู่บริเวณหน้าบ้าน คุณบัญชาได้โทรศัพท์ไปถามว่า ใช่บ้านของคุณไพศาลหรือเปล่า  ข้าพเจ้าได้ฟังคุณบัญชาบรรยายแล้ว ก็ตอบรับคุณบัญชาว่าบ้านหลังนั้นก็คือบ้านของคุณไพศาลนั้นเอง  ดังนั้นก็สรุปไดว่าคุณบัญชาได้เดินทางมารอข้าพเจ้าล่วงหน้าแล้ว

bc1 bc2 bc3 bc4
การขออโหสิกรรมคุณบัญชา ไชยยอง (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๖ : นายปันในอดีตชาติ)

ผอ.สุรัตน์  กาญจนสุวรรณ,รองวิไล  กล้าหาญ,คุณบัญชา  ไชยยองและคุณไพศาลพูดคุยกับคณะของข้าพเจ้าจนเป็นที่เข้าใจของทุกคนแล้ว   สักครู่หนึ่งคุณไพศาลก็ได้กล่าวนำในการขออโหสิกรรม
โดยให้ข้าพเจ้าและคุณบัญชาได้พูดตาม  หลังจากนั้นจึงให้กรวดน้ำลงดินหรือให้แม่พระธรณีและโลกทั้งสามรับรู้รับทราบในการขออโหสิกรรมครั้งนี้  ซึ่งการกระทำในครั้งนี้มีวัตถุประสงค ์เพื่อให้คุณบัญชาที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้าได้อโหสิกรรมให้หรือยกโทษให้และถอดถอนคำสาบานที่ได้สาปแช่ง ข้าพเจ้าไว้ในอดีตชาติ  ซึ่งถือว่าต่อไปจะไม่จองเวร มีเวรมีภัย แก่กันและกันจบสิ้นกันในชาตินี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ซึ่งคุณไพศาลก็ได้ถามคุณบัญชาว่าจะถามอะไรเพิ่มเติมไหม  คุณบัญชาก็ตอบว่าตอนนี้ยังไม่มี หลังจากนั้นคุณบัญชาก็ขอลากลับ

การอโหสิกรรมจาก คุณปัญญารัตน์   วัชรเมธีมาศ (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ 7)
คุณทับทิม วัชระเมธีมาศ ได้โทรศัพท์แจ้ง่วา คุณปัญญารัตน์ วัชระเมธีมาศจะเดินทางกลับบ้านโดยคุณทับทิมได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปขออโหสิกรรมกับลูของเขาได้ ข้าเพเจ้าจึงนัดหมายและเดินทางไป ขออโหสิกรรมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี
p1 p2 p3 p4
การขออโหสิกรรมคุณปัญญารัตน์ วัชรเมธีมาศ (เจ้ากรรมนายเวรคนที่ ๗ : นายหิงในอดีตชาติ)

ย้อนรอยนิมิตครั้งแรก (บุพกรรมนายเฉลิมพล  ดอนดี) พ.ศ.2529

ย้อนรอยเรื่องนิมิตเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้านายเฉลิมพล  ดอนดี  ไปในอดีตหลังจากที่คุณไพศาลได้นิมิตถึงเกี่ยวกับข้าพเจ้า  ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2529 ซึ่งครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ปล่อยปู ปลากุ้ง หอย ลงในแม่น้ำใหญ่ และให้อธิฐานขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร และให้หมั่นทำบุญเป็นประจำ  ข้าพเจ้าได้ปล่อยปู  ปลา  กุ้งหอย  ประมาณ 2-3  ครั้ง  หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอีกเลย  หลังจากนั้น ก็มีโอกาสทำบุญน้อย  ประกอบกับการที่ผลกรรมในอดีตชาติ ซึ่งกำลังถึงเวลาส่งผลในชาตินี้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรทั้ง  7  คน  อายุประมาณ  19-25  ปี  คือเกิดมาเมื่อปี พ.ศ.2531-2537 ช่วงนั้นข้าพเจ้าอายุได้ 21-27 ปี   ชีวิตช่วงวัยรุ่นตอนปลาย มีชีวิตอยู่อย่างประมาท  และยังไม่มีความตระหนักในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่  เมื่อใช้ชีวิตอย่างประมาทประกอบกับกรรมเก่าส่งผล   ชีวิตจึงประสบกับเหตุการณ์ไม่ดีมาบ่อยครั้ง เมื่อตั้งใจทำความดีก็เหมือนมีสิ่งกีดขว้างไว้หรือมีอุปสรรคตลอดเวลา   พ.ศ. 2530   เกิดอุบัติที่เหตุเกี่ยวรถมอเตอร์ไซต์ 1  ครั้ง  บาดเจ็บเล็กน้อย 
พ.ศ. 2537   เกิดอุบัติที่เหตุ  เกี่ยวรถมอเตอร์ไซต์ 1  ครั้ง  นอนพักรักษาตัวที่โรงเพยาบาลบ้านโฮ่ง  จ.ลำพูน ประมาณ  1  สัปดาห์ พ.ศ. 2539   เกิดอุบัติที่เหตุ  รถยนต์วิ่งมาชนตัดหน้า    นอนพักรักษาตัว ที่บ้าน  ประมาณ  2  สัปดาห์ พ.ศ. 2539   เกิดอุบัติที่เหตุ  รถมอเตอร์ไซต์ชนรถยนต์   เข้าโรงพยาบาลแม่แตง  โรงพยาบาลแม่แตงส่งต่อโรงเพยาบาลนครพงค์เชียงใหม่   แพทย์วินิจฉัย กระดูกสะโพกหัก  แขนซ้ายหัก  ที่สะโพกต้องฝังเหล็กสกรู  2  ตัว  ที่แขนต้องฝังเหล็ก 1  ตัว  ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงเพยาบาล   ตั้งแต่วันที่  6 ธันวาคม 2539  ถึง 23 ม.ค. 2540  นับเป็นเวลา   56  วัน  และพักรักษาตัวที่บ้านอีก  2-3 สัปดาห์  อุบัติเหตุครั้งนี้ได้สลบไปตั้งแต่ชน มารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลแม่แตง  มีบุคคลนำส่งโรงพยาบาล  2  คนคือ  นายบุญเทียม  ปันทอย  64/5 บ้านสันกลาง  ต.ป่าใหม่  อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่  50190  และนายไพโรจน์  หมื่นศิริ 135  บ้านป่าอ้อ ต.น้ำแพร่  อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่  50190  เหตุการณ์ในครั้งนั้น คุณไพศาล  แสนไชยไชยได้มาเยี่ยมที่บ้าน และบอกว่าเป็นกรรม ที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติ เพราะผู้ชนคือเจ้ากรรมนายเวรมาทวงคืน  ข้าพเจ้าต้องชดใช้โดยได้รับอุบัติเหตุเช่นนี้  และคุณไพศาลก็รู้และทราบว่าใครเป็นคนชนแต่บอกไม่ได้ เพราะเป็นกฎของโลกสวรรค์ เพียงแต่บอกว่าคนชนเป็นทหารอยู่ อ.เชียงดาว  คุณไพศาลยังได้บอกเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอีก  3  ครั้ง  ดังนี้  วันที่  21  เมษายน  2540  เวลา  16.00-16.30 น. ระวังการลุก เดิน นั่ง นอน อริยบททั้ง  4ประการ เพราะจะหกล้มได้ง่าย  โดยเฉพาะการเข้าห้องน้ำ นับจากวันที่  21  เมษายน  2540  ไปอีก  4  เดือน  25  วัน เวลา  08.00-09.00 น. ระวังของหนักจะตกใส่เท้าใส่มือ วันที่  28 ธันวาคม  2540  เวลา  12030-13.00  น.  ระวังอุบัติเหตุเกี่ยวกับมอเตอร์ไซต์ อุบัติเหตุทั้ง  3  ครั้ง  เสมือนพี่ซ้ำด้ามพลอย คือที่เคยประสบอุบัติเหต ุผ่านมาก็จะเป็นซ้ำอีก  คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ เดินไม่ได้  แต่เหตุการณ์ที่ได้บอกไปนี้มีวิธีแก้ไขคือให้หลีกเลี่ยงการเดินทางในวันและเวลาที่บอกไว้และให้หมั่นทำบุญทำทาน บ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี  ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามที่คุณไพศาลแนะนำ  จึงไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดๆเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ชีวิตข้าพเจ้าก็เหมือนคำพระท่านว่า  ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา   เจ็บแล้วไม่จำ  หลังจากได้ผ่านเหตุการณ์ร้ายไปแล้ว   ข้าพเจ้าคิดว่ายังใช้ชีวิตอยู่อย่างประมาท  และยังไม่มีความตระหนักในคุณค่า ของการมีชีวิตอยู่  เมื่อใช้ชีวิตอย่างประมาทประกอบกับกรรมเก่าส่งผลต่อไปอีก   ในปี พ.ศ.2553  มีคนนำรถของข้าพเจ้า ไปชน คนได้รับบาดเจ็บ  2  คน  ข้าพเจ้าในฐานะเจ้าของรถต้อง ซ่อมรถของตนเอง   รถของผู้ถูกชน  และชดใช้ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ  และผู้ถูกชนเรียกร้องค่าเสียหายอีกรวม หนึ่งแสน กว่าบาท  หลังจากนั้นอีก  1  เดือน  ข้าพเจ้าขับรถยนต์ไปชนรถยนต์ของผู้อื่นๆ ที่  อ.แม่โจ้  รถยนต์เสียหาย ทั้ง  2  คัน  ต้องชดใช้ด่าซ่อมรถให้ตนเอง และผู้อื่นหลายหมื่นบาท  ที่เล่ามาทั้งหมดก็คือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นมาในชาตินี้ วันนี้รู้และเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า กฎแห่งกรรม  บุญ-บาป  ชาติที่แล้ว   ชาตินี้  ชาติหน้ามีจริง การทำดีทำชั่ว   ทุกวินาทีมีผลต่อตนเอง ทั้งชาตินี้และชาติหน้า   เราไม่ควรประมาท รีบสะสมความดี ก่อนตาย   บัดนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้า  ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  จะหลีกเลี่ยงจากอบายมุขทุกชนิด  จะเอาน้ำคำกำสอน ของผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เคารพนับถือ ตลอดจนพระธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต  จะดูแลครอบครัวและพ่อแม่ให้ดีที่สุด  จะกำหนดและวางชีวิตใหม่  จะใช้ชีวิตให้มี ความหมายและคุ้มค่า วางแผนชีวิตก่อนตาย  ทุกวันเวลา นาทีต้องมีความหมาย    
 ข้าพเจ้าพึ่งรู้สึกตัวเหมือนเกิดใหม่ พึ่งบรรลุนิติภาวะ  เมื่อตอนอายุได้  46  ปี  (สิงหาคม  พ.ศ.2556)
ชีวิตคนเราเมื่อยังสุขสบาย  ไม่มีทุกข์ก็จะใช้ชีวิตแบบประมาท  เมื่อมีทุกข์  ก็อาจจะหวนคิดถึงพระคิดถึงเจ้าขึ้นมาครั้งหนึ่ง   พอมีความสุขสบายก็ลืมพระลืมเจ้าอีก   ชีวิตคนเราก็วนเวียนแบบนี้  ยิ่งประมาทและใช้ชีวิตที่ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนทุกคนในโลกนี้ก็จะเป็นแบบนี้  ตามกฎไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ คือ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  คือ  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่แน่นอน  เป็นทุกข์ตลอดเวลา  และสุดท้ายเมื่อเราตายไปก็ไม่มี  ไม่เหลืออะไรเลย   ไม่มีอะไรที่จะติดตัวไปได้   แม้แต่ทรัพย์สินเงินทอง  สมบัติ มรดกที่ดิน ที่นา ที่ไร่   คนที่รักเราหรือคนที่เรารักก็จะไม่อยู่กับเรา   นอกจากสิ่งที่จะติดตัวไปได้คือกรรม   ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว 

บุพกรรมของคุณเฉลิมพล  ดอนดี
(บันทึกพิเศษปี พ.ศ.2529)

โดย วิรัตน์  พร้อมเพียงบุญ

ับตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2529 จิตใจของไพศาลไม่ค่อยแจ่มใสนัก หงุดหงิดพอสมควร ทั้งนี้เพราะว่าแสตมป์และอุปกรณ์ที่จะใช้ส่งจดหมายหมดกระทันหัน จะไปบอกใครก็บอกไม่ได้กลัวคนเขาจะว่าเอา
ไพศาลได้ตัดสินใจโดยเร่งด่วนเดินออกไปกลางทุ่ง ไปเก็บผักบุ้ง ผักกระถินและผักต่าง ๆ รวมแล้วประมาณ 3-4 อย่าง เพื่อเอามาขายปรากฏว่าขายได้เงิน 53 บาท 50 สตางค์ ไพศาลจึงได้นำเงินเหล่าน ี้ไปซื้อแสตมป์ 15 ดวง ซื้อกระดาษเขียน 10 บาท ที่เหลือก็ซื้อยางลบและกาว และจัดการส่งจดหมายไปโดยเร็ว เมื่อส่งไปแล้วทำให้รู้สึกจิตใจดีขึ้นบ้าง เพราะได้ทำหน้าที่ให้แล้ว (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มาเกือบ 4 ปีแล้ว ปัจจุบันปัญหาเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะมีผู้ใจบุญ และศรัทธาทยอยส่งแสตมป์และซองจดหมายไปให้เรื่อยๆแม้จะไม่มากนักแต่ก็ไม่ต้องพะวงเหมือนแต่ก่อน) เย็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2529 ไพศาลก็ได้ทำกิจวัตรและภาระหน้าที่คือ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน จนถึงเวลา  3  ทุ่ม  35 นาที  ก็รู้สึกง่วง  ลืมตาไม่ขึ้น  เพราะโดยปกติเขาเป็นคนนอนไม่ดึก  ครูบาคัณธา และท่านพญาพิงคราช ก็มักจะมารับไปก่อน 4 ทุ่ม ทุกครั้งไป แล้วไพศาลก็ล้มตัวลงนอนจะนอนไปนาน สักเท่าไรก็ไม่ทราบนิมิตมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น ท่านครูบาคัณธาและพญาพิงคราชก็มารับไปเหมือนเดิม ก่อนที่ท่านจะพาไพศาลเหาะหรือปลิ้วขึ้นไปนั้น เขายังเห็นตัวของเขาเองนอนอยู่ที่นอนนั้น ซึ่งอยู่ในลักษณะนอนหงาย มือขวาพาดอยู่ที่หน้าอกมือซ้ายเหยียดตรงท่านทั้งสองได้ยืนเพ่งดูตัวของเขา ที่นอนอยู่นั้นสักครู่หนึ่งก็เหาะหรือปลิวขึ้นไป การไปครั้งนี้ ท่านทั้งสองได้พาไพศาลไปโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางที่จะไป จนกระทั่งได้ไป ไกลพอสมควรแล้วจึงได้มาลง ณ ที่สถานแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นรูปวงกลม ในแนวเขตวงกลมนั้น มีต้นไม้ขึ้นเขียวขจีไปหมด ต้นไม้มีความสูงประมาณ 5 เท่าของตัวไพศาลและประมาณ 3 เท่า ของท่านครูบาคัณธาและท่านพญาพิงคราช ต้นไม้จำพวกนี้มีความสูงเท่ากันหมด เหมือนกับได้ปลูกพร้อม ๆ กัน และได้ปุ๋ยได้น้ำพร้อม ๆ กัน ต้นไม้ที่อยู่ตามแนวรูปวงกลมดูออกกิ่งก้านเขียวชอุ่มดี แต่เขียวนี้ไม่ใช่เป็นสีเขียวใบไม้ที่เราเห็นกัน หากเป็นสีเขียวน้ำเงิน เมื่อสังเกตดูใบไม้ มีขนาดความกว้างยาวเท่ากับใบพลู แต่ดอกคล้ายดอกกระถิน ต้นไม้และดอกไม้ ที่อยู่ในแดนลี้ลับมหัศจรรย์ที่ไพศาลได้ไปเห็นมานี้ ่งกลิ่นหอม ลบอบอวลไปหมดจนมีความรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นต้นไม้จำพวกนี้ ซึ่งคิดว่าในโลกมนุษย์คงจะไม่มีต้นไม้จำพวกนี้อย่างแน่นอน ในขณะที่กำลังเดินไปและพิจารณากลุ่มต้นไม้นี้ไปด้วย ็ได้มีเสียงดนตรีที่ไพเราะออกมา เป็นเสียงดนตรีประกอบขลุ่ย กลอง ฯลฯ ซึ่งไพศาลจำได้ว่าเสียงดนตรีประเภทนี้เป็นเสียงดนตรีของคน ทางภาคเหนือรุ่นเก่าแก่ที่เขาใช้แห ่หรือบรรเลงเวลามีการงาน หรือมีเทศกาลต่าง ๆ เช่น บวชนาค งานผ้าป่า งานศพ งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ที่ว่ามีเสียงดนตรีนั้น ไพศาลได้ยินเสียง แต่ไม่เห็นคนแห่หรือคนบรรเลง และในระยะที่มีเสียงดนตรีแห่นี้ ก็สังเกตเห็นว่าต้นไม้ที่อยู่ตามแนววงกลมนั้นเกิดการเคลื่อนไหวคือ ใบไม้และดอกไม้ของแต่ละต้น มีอาการเสียดสีและเคลื่อนไหวไปตามเสียงบรรเลง หรือเสียงแห่งดูแล้วมีความสบายใจ อย่างบอกไม่ถูกและไม่อยากจากที่แห่งนี้ไปเลย ไพศาลได้กราบเรียนถามครูบาคัณธาและพญาพิงคราชเกี่ยวกับเรื่องต้นไม้ที่อยู่ตามแนววงกลม และเสียงดนตรีที่ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นคนเล่นหรือคนแห่ ตลอดถึงการเสียดสีของต้นไม้ตามเสียงดนตรีนั้นว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ครูบาคัณธาและพญาพิงคราชได้บอกและอธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาหรือข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของไพศาลขณะนั้น สุดท้ายครูบาคัณธาได้พูดกับไพศาลว่า “อยากได้ยินเสียงดนตรีนี้ไหม” ไพศาลก็ตอบไปว่า “อยากได้ยินครับ” ครูบาคัณธาได้แนะนำว่า ถ้าอยากได้ยินเสียงดนตรีนี้ เมื่อกลับไปโลกมนุษย์แล้วให้ไปหา “นายจันทร์” อยู่บ้านตรงข้ามแม่น้ำปิง โดยครูบาคัณธาได้กำหนดวันเวลาให้ไพศาลด้วย พอรุ่งเช้าของวันใหม่ ไพศาลก็ได้พิจารณาและทำตามที่ท่านกำหนดไว้ ก็ปรากฏว่าได้ยินเสียงดนตรีที่ได้ยินมาในนิมิตนั้นจริงๆ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับเสียงดนตรีในนิมิตนั้น ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เสียงดนตรีที่ได้มานี้ ห้าหากว่าท่านผู้อ่านทั้งหลาย มีความสนใจและมีโอกาสทำธุรกิจที่ลำพูนก็เชิญแวะไปฟังได้นะครับ ขอวกเข้าเรื่องนิมิตกันต่อนะครับ ตามแนววงกลมนั้นจะมีช่องเดินไปข้างหน้าอยู่หลายสาย ถ้าจำไม่ผิดจะมีอยู่ 8 สาย ซึ่ง ทาง 8 สายนี้อยู่ตามแนววงกลมนั้น และในตอนนี้ไพศาลสังเกตเห็นครูบาคัณธาและพญาพิงคราชได้ยืนคุยกัน อยู่ชั่วขณะหนึ่ง เสร็จแล้ว พญาพิงคราชก็ได้พูดกับไพศาลว่า “เออ ...สูเอ๋ย วันนี้ตัวข้า และครูบาจะพาสูไปรู้ไปเห็นกุศลผลบุญของ ผู้มาแจ้ง (สว่าง) และไปแจ้งนะ” ครูบาคัณธาได้พูดขึ้นอีกว่า “เออ ... โชติ โชติ ปรายโน ใช่ไหม”“ใช่แล้วครับท่านครูบา” พญาพิงคราชตอบ “งั้นก็พาไพศาลไปกันเถอะ” ครูบาพูดขึ้น

ท่านทั้งสองก็ได้พาไพศาลเดินทางไปข้างหน้าอีก โดยการเดินทางครั้งนี้ท่านทั้งสองได้เลือกเอาถนนเลนซ้ายมือ ละถนนเส้นนี้เมื่อไพศาลไปเหยียบที่หัวถนนครั้งแรก รู้สึกว่าถนนเส้นนี้นุ่มเหมือนปูด้วยพรม แต่เมื่อก้มมองลงไปก็ไม่เห็นมีพรมสักผืน    มองเห็นแต่ดอกไม้ที่คล้ายดอกกระถินที่เห็นครั้งแรกนั้นเต็มไปหมด สภาพบรรยากาศทั่วไปชุ่มเย็น สบายอก สบายใจดีและมีความสงบเงียบมาก เมื่อเดินมาได้ประมาณ 300 เมตร ก็เห็นบ้านเมืองนั้นมีอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง บ้านเมืองนี้คล้ายวิหารจัตุรมุขที่เคยเห็นเกือบทุกครั้ง เรียงรายอยู่ตามรายทาง ทั้งซ้ายและขวาเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีหลังใดเหลื่อมล้ำกัน อยู่ห่างกันประมาณ 20 วา และสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในบ้านหรือวิหารนั้นจะต้องเป็นกุศลผลบุญของคนในโลกมนุษย์ที่ได้ทำไว้ แต่มีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่ว่าเขาเหล่านั้น จะมีศรัทธาในการให้ทาน รักษาศีล เมตตา ภาวนามากน้อยแค่ไหน ในช่วงที่เดินผ่านไปนั้น ไพศาลสังเกตเห็นว่าหมู่คนที่อาศัยอยู่ในขั้นนี้ โดยส่วนมากมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยแสดงออกทาง ใบหน้าของคนเหล่านั้น ซึ่งบางคนท่านพญาพิงคราชก็ได้บอกชื่อของคนนั้นด้วย เมื่อท่านพูดเสร็จ ท่านก็ได้บอกว่า คนที่ท่านบอกชื่อนั้นตายจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ซึ่งบางคน เป็นคนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี ทั้งนั้น คนเหล่านั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์เป็นคนดีมีศีลธรรม ชอบแสวงหาในการทำบุญทำทานและรักษาศีลภาวนาอยู่เป็นนิตย์ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จนได้มาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง และเมื่อหยุดตรงหน้าบ้านนั้นก็มีคนนั่งรออยู่ ซึ่งมีลักษณะการรอคอยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว พญาพิงคราชได้เอ่ยกับบุคคลที่นั่งคุกเข่ารอนั้นว่า “เออ ! สูเอ๋ย บัดนี้ก็ถึงเวลาที่จะได้สั่งเรื่องราวไปยังโลกมนุษย์แล้วนะ ให้สั่งไปได้ และตัวเราเอง มีชื่อว่าอะไรให้บอกไปด้วย มีกรรมมีเวรอะไรก็บอกไปด้วย” พูดจบ คนที่นั่งรออยู่นั้น ซึ่งเป็นชายอายุ ประมาณ 50 ปี ได้ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “ไหว้สา ท่านครูบาเจ้า ท่านพญาพิงคราช และไพศาล ตัวผมนี้มีชื่อว่า “บุญมี” ได้สิ้นบุญจากโลกมนุษย์แล้วเมื่อเดือน 7 เหนือ (เดือน 5 ใต้) ขึ้น 14 ค่ำ ปี พ.ศ.2362 โดยเป็นโรคไปไหนไม่ได้ (อัมพาต)” นายบุญมีหยุดพูดนิดหนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า “เมื่อตัวผมได้สิ้นบุญจากโลกมนุษย์แล้ว ก็ได้ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อตอนที่ ยังมีชีวิตอยู่ ตัวผมไม่รู้จักบาป ไม่รู้จักบุญและได้ทำบาปทำกรรมไว้มาก เช่น ฆ่าสัตว์ต่างๆ ตลอดจนเป็นคนอิจฉาริษยา ขี้โลภ ขี้โกง ซึ่งอกุศลกรรมต่างๆ ที่กล่าวมานี้มีอยู่ในตัวผมหมด” เมื่อพูดมาถึง ตอนนี้ นายบุญมี มีอาการเศร้าหมอง “แต่ในขณะมีชีวิตยู่ก็จำได้ว่ามีโอกาสทำบุญอยู่ 2 ครั้งเท่านั้น คือ ตักบาตรพระ ซึ่งการตักบาตรพระในครั้งนั้นเป็นการกระทำโดยตั้งใจและมีศรัทธา พราะบุญอันน้อยนิด นี่แหล่ะที่ช่วยให้ผมได้พ้นจากสภาวะเป็นเปรต อสุรกาย และได้มาอยู่ ณ ที่นี้ นายบุญมีกล่าว “สถานที่ตัวผมได้มาสถิตอยู่ ณ ที่นี้ ก็คือกุศลผลบุญของคนในโลกมนุษย์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และเป็นการอย ู่เพื่อชดใช้กรรมบางสิ่งบางอย่างที่ตัวผมได้ทำไว้เมื่อสมัยยังอยู่ในโลกมนุษย์ การชดใช้กรรมของผมนี้ก็คือการเฝ้ากองกุศลผลบุญบ้านหลังนี้ไว้ ซึ่งเจ้าของกุศลผลบุญนี้มีชื่อว่า “นายเฉลิมพล  ดอนดี” ซึ่งในอดีตก็ได้เกิดมาร่วมสมัยกับตัวผม และตัวผมนี้แหละเป็นคนอิจฉา ริษยา ขี้โลภ ขี้โกง นายเฉลิมพล  ดอนดี บาปกรรมอันนี้แหละที่มีผลทำให้ตัวผมต้องมาชดใช้ โดยการเฝ้ากุศลผลบุญ ของนายเฉลิมพล  ดอนดี ซึ่งการเฝ้ากองกุศลผลบุญนี้ ตัวผมมีหน้าที่แค่เฝ้าเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะได้หยิบฉวยกุศลผลบุญ ของนายเฉลิมพล  ดอนดี มาเป็นของตัวเองได้ มันเป็นบาปกรรมของตัวเองแท้ๆ” นายบุญมีพูดพร้อมกับมีน้ำตาเล็ดลอดมาจากเป้าตา แล้วกล่าวต่อไปว่า “เมื่อท่านครูบาคัณธาและท่านพญาพิงคราชมาแผ่เมตตาให้ตัวผม เพื่อที่ผมจะได้สั่งเรื่องราว ไปยังโลกมนุษย์นั้น ตัวผมก็มีความยินดีเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อผมได้บอกไป ตัวผมก็จะได้บุญอยู่ส่วนหนึ่ง”“มีอะไรก็สั่งไปได้” พญาพิงคราชพูดขึ้น นายบุญมีจึงพูดต่อไปว่า “เรื่องที่ตัวผมจะพูดนี้คือ เรื่องบุพกรรมความเป็นมา ของนายเฉลิมพล  ดอนดี ที่มีในอดีตชาติ แล้วจะมากระทบในชาตินี้ ซึ่งมีทั้งบุพกรรมที่ดีและไม่ดีหลายอย่าง ท่านครับ เมื่อสมัยที่ตัวผมยังอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ตัวผมไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาปเลย ตลอดถึงเรื่อง บุพกรรมของคนอื่นๆ ตัวผมก็ไม่รู้ ต่อเมื่อตัวผมสิ้นบุญจากโลกมนุษย์แล้วโลกทั้ง 3 ได้กำหนดให้ผมได้รู้ ซึ่งกว่าผมจะรู้ได้ก็สายไปเสียแล้ว คือต้องตายจากโลกมนุษย์เสียก่อน อย่างเช่น เรื่องบุพกรรมของนายเฉลิมพล  ดอนดี ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ผมก็สามารถรู้ได้และขอให้ล่ามเมืองมนุษย์ (ไพศาล) ตั้งใจฟังด้วย”ท่านทั้งสองหันมาท ี่ไพศาลแล้วพยักหน้า ซึ่งไพศาลก็ได้เตรียมตัวตั้งใจฟังอยู่แล้ว “มีอยู่ชาติหนึ่งของนายเฉลิมพล ดอนดี ซึ่งเป็นชาติที่ 72 ชาตินั้นนายเฉลิมพล  ได้เกิดเป็นมนุษย์ มีชื่อว่า “ทิดญาณวิลาศ” ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องของ พ่ออินทจักร แม่คำเฟือน ทิดญาณวิลาศมีพี่ชายอยู่ 3 คนมีชื่อว่า
      1. นายอวน
      2. นายจันโท
      3. นายสิทธิ์
ภายในครอบครัวที่ได้เกิดมาร่วมกันในชาตินี้ก็ได้สร้างบุญและบาปไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ ทิดญาณวิลาศซึ่งมีอาชีพในการค้าขายหนังสัตว์ จึงเป็นการทำบาปโดยไม่รู้ตัว เพราะโดยความไม่รู้ตัวนี้เอง จึงทำให้ทิดญาณวิลาศทำการฆ่าสัตว์ เช่น เสือ กวาง งู เป็นจำนวนมาก ส่วนในด้านจิตใจจริงๆ ของทิดญาณวิลาศก็มี หิริ ความละอายต่อบาป โอตัปปะ ความเกรงกลัว ต่อบาป แต่เป็นการคิด ได้ทีหลัง เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็รีบทำบุญทำทาน อุทิศส่วนกุศลทั้งกลายไปยังสัตว์ต่างๆ เหล่านั้น และได้รักษาศีล แผ่เมตตาไปให้สัตว์เหล่านั้นด้วย และได้กรวดน้ำอธิษฐานจิตไปหาสัตว์ เหล่านั้นอีก ส่วนด้านบุญในชาตินั้น ทิดญาณวิลาศ ก็ได้ทำบุญไว้มาก เช่น ได้ปั้นอิฐถวายวัดไว้เป็นจำนวน 8,100 ก้อนและทำปั้นนาค ช่อฟ้าและป้านลมให้กับวัดเป็นจำนวนหลายวัดด้วยกัน เมื่อทำบุญเสร็จ ทุกครั้ง ทิดญาณวิลาศก็จะกรวดน้ำและตั้งจิตอธิษฐานขอให้เกิดมา พบพระพุทธศาสนา ให้มีผิวพรรณวรรณะ มีอาการครบ 32 ประการ ได้ทำบุญทำทานในพระพุทธศาสนาต่อไปอีก ส่วนผู้เป็นพ่อชื่อ “อินทจักร” นั้น เวลาทำบุญเสร็จทุกครั้งก็จะกรวดน้ำ ขออธิษฐานให้ได้เกิด เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพื่อมาขจัดขัดเกลากิเลศ จนถึงพระนิพพานเป็นที่สุด เพราะมองเห็นภัย ในการเวียนว่ายตายเกิด หรือมองเห็นวัฏสงสารอันน่าเบื่อหน่าย จึงได้อธิษฐานจิตอย่างนี้ ทั้งบุญและบาปของทิดญาณวิลาศ ในชาติที่ 72 นั้น ก็มีผลไล่ติดตามมาทุกภพทุกชาติมาจนถึงชาตินี้ซึ่งเป็นชาติที่ 78 และในด้านบุญที่ได้เคย ร่วมทำบุญด้วยกันมาในอดีตชาติจึงทำให้ได้มาเกิดร่วมกันอีกโดย
      นายอินทจักร         เกิดมาในชาติปัจจุบันคือ สาธุเจ้าอมโร ภิกขุ อยู่วัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย (ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย)
      นางคำเฟือน          เกิดมาในชาติปัจจุบันคือ นางวันดี  ดอนดี
      นายอวน                เกิดมาในชาติปัจจุบันคือ นายเขียว  ดอนดี
      นายจันโท              เกิดมาในชาติปัจจุบันได้เกิดมาเป็นสัตว์ โดยเกิดเป็นแมวอยู่ที่จังหวัดลำปาง
      นายสิทธิ์                เกิดมาในชาติปัจจุบันคือ สาธุเจ้าสุภัทรธีรคุณ อยู่วัดไชยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
      ทิดญาณวิลาศ       เกิดมาในชาติปัจจุบันคือ นายเฉลิมพล  ดอนดี (เจ้าของกุศลผลบุญที่นายบุญมี เฝ้าอยู่)
จากนั้นนายบุญมี คนเฝ้ากองกุศลผลบุญของนายเฉลิมพล  ดอนดี ก็ได้บอกว่าพวกที่เกิดอยู่ในสกุล ดอนดี ได้เกิดอยู่ร่วมกันที่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 1 บ้านดาราภิมุข (บ่อปุ๊) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในด้านบาปในชาติที่ 72 ที่ได้ทำการฆ่าสัตว์มาจำนวนหนึ่งนั้น ก็ได้ไล่ตามมาทุกภพ ทุกชาติ ทันบ้าง ไม่ทันบ้างและเศษกรรมต่างๆ เหล่านั้นก็ยังมีอยู่ ซึ่งเศษกรรมนี้แหละจะมา กระทบกับนายเฉลิมพล  ดอนดี  ในชาตินี้อีกครั้งหนึ่ง โดยจะออกมาในรูปของอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์เล็กน้อยคือเมื่อเกิดเหตุแล้วอาจจะหัวแตกหรือนิ้วเท้าแตก ฯลฯ ต้องรักษาอยู่หลายวันจึงจะหาย ทั้งนี้เศษกรรมที่จะมากระทบกับนายเฉลิมพล นี้ก็ยังมีวิธีแก้ไขอยู่คือ ให้นายเฉลิมพล  ดอนดี หมั่นปล่อยปู ปลา กุ้ง หอย มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ปล่อยลงในแม่น้ำใหญ่ ปล่อยเสร็จให้ตั้งสัตยาธิษฐาน อุทิศส่วนกุศลทั้งหลายนี้ไปหาเทวบุตร เทวดา ตลอดถึงเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่มีมาในอดีตชาติซึ่งเกิดมาในชาตินี้เป็นคนดี เป็นสัตว์ก็ดี เป็นเปรตวิสัยสัมภเวสีก็ดี เมื่อรับเอาแล้ว ขอให้อนุโมทนาร่วมกัน เมื่ออนุโมทนาร่วมกันแล้ว ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน อย่าได้มีภัยมีเวรซึ่งกันและกัน แล้วให้นายเฉลิมพล  ดอนดี กรวดน้ำลง
ดินเพื่อบอกให้แม่พระธรณีและโลกทั้ง 3 รับรู้รับทราบไว้ด้วย และขอให้นายเฉลิมพลหมั่นทำบ่อยๆ จะเป็นการดี เพราะเรื่องที่ร้ายจะกลายเป็นดี” นายบุญมีพูดต่อไปอีกว่า “ตัวผมขอสั่งไปว่า ขอให้ครอบครัวนี้หมั่นทำบุญทำทานต่อไปเรื่อยๆ อย่าทำอัตวินิบาตกรรม (ฆ่าตัวตาย) และอย่าทำอนันตริยกรรม แล้วครอบครัวนี้ก็จะมาพบกันอีกในภพหน้าหรือชาติหน้า เฉพาะพ่อผู้เกิดเป็นพระในชาตินี้ชาติต่อไปก็จะเกิดเป็นพระอีก แล้วจะเข้าสู่กระแสพระนิพพาน
เป็นที่สุด และในชาติหน้านั้น แต่ละคนจะได้เกิดมาดังต่อไปนี้
      สาธุเจ้าอมโร ภิกขุ               ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          สาธุเจ้าครูบาคัมภีรญาณ
      นางวันดี  ดอนดี                   ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          นางกนกวรรณ  ดอนดี
      นายเขียว  ดอนดี                  ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          นายสมพมิตร  ดอนดี
      นายจันโท (เกิดเป็นแมว)      ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          นายสมเจตน์  ดอนดี
      สาธุเจ้าสุภัทรธีรคุณ             ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          สาธุครูบาเจ้าโพธาวิชัย
      นายเฉลิมพล  ดอนดี           ภพชาติต่อไปมีชื่อว่า          สาธุครูบาเจ้าจันทรา
เมื่อนายบุญมีพูดเสร็จแล้ว ก็ได้สั่งว่า “ขอให้ล่ามในเมืองมนุษย์ (ไพศาล) นำเรื่องที่เล่านี้ไปบอกกับทิดญาณวิลาศหรือนายเฉลิมพล  ดอนดี ในชาตินี้ให้ด้วย ไพศาล ก็รับคำว่าจะนำเรื่อง ไปบอกให้โดยเร็ว
ก่อนจะจากกัน พญาพิงคราชได้พูดกับนายบุญมีว่า “มีสิ่งใดบ้างที่เป็นเครื่องหมายว่าสูและหมู่คณะของข้าได้พบกัน” นายบุญมีได้บอกว่า “เครื่องจำก็มี ผมจะบอกให้ คือเป็นเลขที่ที่ดิน ของครอบครัวนายเฉลิมพล ดอนดี มีหมายเลข 684 ที่ดินแห่งนี้มีจำนวน 2 งาน กับ 8 ตารางวา กุศลผลบุญของนายเฉลิมพล  ข้างซ้ายติดของ นายสันติ  จรูญจิตไพรัช  อยู่บ้านเลขที่ 179/9 ถนนประชาอุทิศ  อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ข้างขวา ติดของนายพิเชษฐ์  ทิมพวงทอง  อยู่บ้านเลขที่ 84/6 ถนนประสาทวิถี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ครูบาคัณธาพูดขึ้นว่า “ไพศาลจำเรื่องราวนี้ได้ไหม”
“ได้ครับ” ไพศาลตอบ จากนั้นครูบาคัณธาและพญาพิงคราช ก็ได้พาไพศาลไปหาคนเฝ้ากองบุญกุศลของคนอื่นๆ อีก 3 คน ซึ่งไพศาลก็มีจดหมายแจ้งไปตามชื่อที่อยู่ตามที่คนเฝ้ากองบุญกุศลบอกมา
เมื่อทราบเรื่องราวมาพอสมควรแก่เวลา ท่านทั้งสองก็พาไพศาลกลับลงมาเหมือนทุกๆ ครั้ง ลงมาถึงที่ไหนไม่รู้ ไพศาลก็ตื่นนอนเป็นเวลา 05.56 น. ของเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2529
เรื่องราวต่างๆ ที่ไพศาลได้รับรู้รับทราบนี้ มาจากนิมิตในคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2529 เมื่อได้เวลาไพศาลก็มีจดหมายเขียนไปบอกให้ทราบ และได้รับจดหมายตอบมาจาก นายเฉลิมพล  ดอนดี
และได้เล่ารายละเอียดต่างๆ จนเป็นที่เข้าใจ ซึ่งนายเฉลิมพลก็ยอมรับเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับตัวบุคคล เพราะทั้งนายเขียว และนางวันดี ดอนดี ก็คือพ่อและแม่ของนายเฉลิมพลนั่นเอง และเลขที่บ้าน ที่ดิน
นายเฉลิมพล ดอนดี ก็ได้ยืนยันว่าตรงตามที่นายบุญมีคนเฝ้าบุญกุศลบอกมาทุกประการ ทุกวันนี้ถ้านายเฉลิมพล ดอนดี ว่างจากเรียนหนังสือหรือว่างจากการงานทางบ้าน ก็จะมาช่วยไพศาลพิมพ์จดหมาย หรือติดสแตมป์ส่งจดหมายให้กับบุคคลที่ไพศาลได้นิมิตเสมอ นายเฉลิมพล  ดอนดี บอกถึงการกระทำนี้ว่า “ทำไปเพื่อเอาบุญและแบ่งเบาภาระของไพศาลอีกด้วย” ไม่นานเกินรอ ท่านก็จะเป็น อีกผู้หนึ่งที่ได้รับจดหมายนิมิตจากไพศาลขอให้ท่านหมั่นทำบุญทำทาน รักษาศีล เมตตาภาวนาให้ดีที่สุดเท่าที่ท่านจะสามารถและมีเวลาทำได้ขอให้โชคดี

เขียนฝากไว้ จากนายเฉลิมพล  ดอนดี
เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2529 ข้าพเจ้าได้รับจดหมายฉบับหนึ่งส่งไปที่บ้าน อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตอนแรกข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจอย่างมากที่จดหมายฉบับนั้นผู้เขียนไม่เคยรู้จักกับข้าพเจ้า
มาก่อนเลย ไฉนจึงเขียนจดหมายมาได้ตรงกับชื่อของข้าพเจ้าและตรงกับที่อยู่จริง? คำถามนี้ได้ทำให้ข้าพเจ้ามีความอยากรู้ไปว่า ู้เขียนเป็นใครกันแน่อยากพิสูจน ์ว่าข้อความที่เขียนมาในจดหมาย จะมีความจริงมากเพียงไร จึงได้สอบถามไปยังที่อยู่ตามจดหมายฉบับนี้บอกไว้นามว่า คุณไพศาล แสนไชย อยู่บ้านเลขที่ 119 บ้านท่ากองิ้ว ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน คุณไพศาลได้นัดหมาย กับข้าพเจ้าเพื่อพูดเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าทั้งอดีตปัจจุบันอนาคตชาติพร้อมทั้งผลกระทบด้านอกุศลกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำ พร้อมทั้งวิธีแก้ไขให้ทราบ ต่อหน้าพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์เจ้าอาวาสวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ (มรณภาพแล้ว) ขณะที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ข้าพเจ้าทราบ เรื่องทุกอย่างในปัจจุบันเป็นต้นว่า ชื่อบิดา มารดา เลขโฉนดที่ดิน ตลอดจนถึงสิ่งที่เกี่ยวข้อง ถูกต้องตามความเป็นจริงทุกอย่าง โดยเฉพาะเลขโฉนดที่ดินนั้น ข้าพเจ้าเองยังไม่ทราบมาก่อนว่าคือหมายเลขอะไรแต่หลังจากคุณไพศาลบอกไปแล้วหลายวัน ข้าพเจ้าตรวจดูก็ทราบความเป็นจริงว่า เป็นหมายเลขนั้นจริงๆ ข้าพเจ้าได้พิสูจน์ความจริงต่อไป โดยเขียนจดหมายไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องในชาติปัจจุบันเช่น หลวงพ่อสุข วโรทัย (ห้อม) หรืออมโร ภิกขุ เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ผู้เป็นพ่อในอดีตชาติ ท่านก็ได้ตอบจดหมายมาว่า มีชีวิตจริง พร้อมทั้งได้ส่งรูปมาให้ดูด้วย นายสันติ จรูญจิตไพรัช ที่อยู่จังหวัดชุมพร ผู้มีส่วนกุศลผลบุญติดกับข้าพเจ้า ก็ตอบจดหมาย แก่ข้าพเจ้าว่ามีชีวิตอยู่จริง จากครั้งแรกที่ข้าพเจ้าและคุณไพศาลไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่อมาทำให้ข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้น โดยคำบอกเล่าของ น้อยบุญมี ผู้เฝ้าส่วนกุศลผลบุญ โดยผ่าน คุณไพศาล ไชยแสน เป็นอย่างดีในปัจจุบัน เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า (นายเฉลิมพล  ดอนดี) เป็นเรื่องหนึ่งในหลายร้อยเรื่องของคุณไพศาล ซึ่งได้นิมิตฝัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักวัฏสงสารตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้อันเกี่ยวข้องกับการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนการจะเชี่อหรือไม่ก็อยู่แต่ผู้อ่านเอง เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก การใช้ปัญญา ของตนเองพิจารณา ไตร่ตรอง ตามหลักกฎแห่งกรรม ในพระบวรพุทธศาสนาดูก็จะทราบความจริงได้ว่า เป็นไปได้หรือไม่มากน้อยเพียงไร

บันทึกพิเศษเพิ่มเติม (โดยนายรักไทย ใจพระ)
ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 (นับจากวันที่คุณเฉลิมพลได้รับการนิมิตจากคุณไพศาลมาประมาณ 10 ปี) ข้าพเจ้า (นายรักไทย ใจพระ) และคุณธนภัทร คำวงค์ได้มีโอกาสเดินทางไปพบคุณเฉลิมพล ดอนดี เพื่อขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์นิมิตจากคุณไพศาล แสนไชย คุณเฉลิมพลได้ให้การต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเองและในขณะที่นั่งสนทนากันนั้น ข้าพเจ้าได้สังเกต เห็นคุณเฉลิมพลได้รับบาดเจ็บ โดยแขนข้างขวาของคุณเฉลิมพลต้องใส่เฝือก (เพราะถูกรถชน) หลังจากที่ข้าพเจ้าได้สอบถามเรื่องราวต่างๆ จากคุณเฉลิมพลแล้วจึงได้ความว่า ปัจจุบัน คุณเฉลิมพล ดอนดี อายุประมาณ 30 ปี แต่งงานแล้วและมีบุตร 1 คน เป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแม่ข่อน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ทำการย้ายบ้านจากแม่ริมเมื่อปี 2534 มาอยู่บ้านเลขที่144/3 หมู่ 3 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  (ที่อยู่ปัจจุบัน) ประมาณปี พ.ศ. 2529 คุณเฉลิมพลได้รับจดหมายนิมิตจากคุณไพศาล และได้เดินทางไปพบคุณไพศาล จนกระทั่งคุณไพศาล ได้เล่าถึงบุพกรรมตามที่นิมิตให้ฟัง (ตามที่ท่านได้อ่านมา) โดยมีข้อความเตือนที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “ส่วนในด้านบาปในชาติที่ 72 (ปัจจุบันเป็นชาติ ที่ 78 ) ที่ได้ทำการฆ่าสัตว์มาจำนวนหนึ่งนั้น ก็ได้ไล่ตามมา ทุกภพทุกชาติ ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง และเศษกรรมต่างๆ เหล่านั้นก็ยังมีอยู่ ซึ่งเศษกรรมนี้แหละจะมากกระทบกับนายเฉลิมพล  ดอนดี ในชาตินี้อีกครั้งหนึ่ง โดยจะออกมาในรูปของ อุบัติเหตุเกี่ยวกับ รถยนต์เล็กน้อยคือเมื่อเกิดเหตุแล้วอาจจะหัวแตกหรือนิ้วเท้าแตก ฯลฯ ต้องรักษาอยู่หลายวันจึงจะหาย ทั้งนี้เศษกรรมที่จะมากระทบกับนายเฉลิมพล นี้ก็ยังมีวิธีแก้ไขอยู่คือให้นายเฉลิมพล ดอนดี หมั่นปล่อยปู ปลา กุ้ง หอย มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ปล่อยลงในแม่น้ำใหญ่ ปล่อยเสร็จให้ตั้งสัตยาธิษฐานอุทิศ ส่วนกุศลทั้งหลายนี้ไปหาเทวบุตร เทวดา ตลอดถึงเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายที่มีมาในอดีตชาติซึ่งเกิดมา ในชาตินี้เป็นคนก็ดี เป็นสัตว์ก็ดี เป็นเปรตวิสัยสัมภเวสีก็ดี เมื่อรับเอาแล้ว ขอให้อนุโมทนาร่วมกัน เมื่ออนุโมทนาร่วมกันแล้ว ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน อย่าได้มีภัยมีเวรซึ่งกันและกัน แล้วให้นายเฉลิมพล ดอนดี กรวดน้ำลงดินเพื่อบอกให้แม่พระธรณีและโลกทั้ง 3 รับรู้รับทราบไว้ด้วย และขอให้นายเฉลิมพลหมั่นทำบ่อยๆ จะเป็นการดี เพราะเรื่องที่ร้ายจะกลายเป็นดี” จากการสัมภาษณ์พบว่า คุณเฉลิมพลได้ทำตามที่คุณไพศาลบอกทุกอย่าง โดยได้ไปทำบุญปล่อยสัตว์แล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ต่ความเข้าใจของ คุณเฉลิมพลในขณะนั้นคิดว่า ทำเสร็จแล้วก็หายไปเลย จึงทำไม่กี่ครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอีกเพราะช่วงหลังมีภารกิจทางโลกมากต้องมุ่งทำมาหากิน ไม่ค่อยมีเวลาทำบุญ จนกระทั่งได้ถูกรถยนต์ชนขณะขับมอเตอร์ไซค์ เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ใกล้สิ้นปี 2539 โดยพอถูกชนแล้วตนเองก็สลบไปคิดว่าตายแล้ว และไม่รู้ว่าใครเป็นคนชน แต่มีผู้ใจบุญช่วยนำส่งโรงพยาบาล 2 ท่าน คือ คุณไพโรจน์ หมื่นศิริ และคุณบุญเทียน ปันทอย หลังจากถูกรถชนแล้วจึงได้โทรศัพท์ไปหาคุณไพศาล จนกระทั่งคุณไพศาลได้เดินทางมาเยี่ยม และพบว่าคุณเฉลิมพลบาดเจ็บ เพียงเล็กน้อย คุณเฉลิมพลจึงได้บอกคุณไพศาลว่าอยากรู้ว่าใครเป็นคนชน คุณไพศาลจึงตอบว่า “ถ้าอยากรู้ก็จะบอกให้ แต่ต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่เอาเรื่องกับเขา เพราะเป็นเรื่องของวิบากกรรม ให้แล้วกันไปเสีย” คุณเฉลิมพลจึงรับปาก คุณไพศาลจึงบอกว่า “คนชนเป็นทหารอยู่ค่ายทหารเชียงดาว ชื่อวัฒนา แต่บ้านอยู่ที่อำเภอสารภี จ.เชียงใหม่ ขณะนี้ได้เปลี่ยนสีรถใหม่แล้วเพราะคิดว่าผู้ถูกชนเสียชีวิต”
เมื่อคุณไพศาลได้บอกคุณเฉลิมพลแล้ว คุณเฉลิมพลจึงได้นำไปเล่าให้เพื่อนครูฟัง เพื่อนครูก็เลยอยากจะพิสูจน์ดูว่าเป็นจริงหรือไม่ พอดีมีเพื่อนครูคนหนึ่งมีสามีเป็นทหารอยู่ในค่ายทหารที่เชียงดาว
พอไปสืบดูก็ปรากฏว่าเป็นจริงตามที่คุณไพศาลบอก มีทหารชื่อ วัฒนาและบ้านอยู่สารภีเพียงคนเดียวและได้ทำสีรถใหม่แล้ว นอกจากนี้คุณไพศาลยังได้บอกเตือนเรื่องในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในปี 2540 นี้อีก 3 เรื่อง และบอกให้หมั่นทำบุญเหมือนเดิมคือ
1. วันที่ 21 เม.ย. 2540 เวลา 16.00 – 16.30 น. ระวังการลุก เดิน นั่ง นอน อริยบท 4 ประการ เพราะจะเกิดการหกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะการเข้าห้องน้ำ
2. นับแต่วันนั้นไปอีก 4 เดือน 25 วัน เวลา 8.00 - 9.00 น. ระวังของหนักจะตกใส่เท้าใส่มือ
3. วันที่ 28 ธ.ค. 2540 เวลา 12.30 – 13.00 น. ระวังอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์
ข้อควรแก้ไข
1. อย่าประมาทในวันเวลาดังกล่าว
2. ให้งดการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว
3. ให้หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายไทยทาย สังฆทานให้แก่ บุพการีและเจ้ากรรมนายเวร
จากเหตุการณ์ดังกล่าวเราจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน ที่คุณไพศาลสามารถทราบว่าใครเป็นคนขับรถชนคุณเฉลิมพล ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้เลยแม้แต่คุณเฉลิมพล และก็เป็นอุบัติเหตุที่คุณไพศาล ได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และก็เป็นวิบากกรรมที่ไม่ได้เกิดจากผลกรรมในชาติที่แล้ว (ชาติที่ 77 ) แต่เป็นผลของวิบากกรรมในชาติที่ 72 แต่ก็ยังตามมาให้ผลต่อคุณเฉลิมพลในชาตินี้ ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้รวบรวมมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษา เพื่อจะเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย


กลับด้านบน


นิมิตพิศวง เลขที่ ๑๑๙ บ้านท่ากองิ้ว หมู่ที่ ๒ ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน 
(การแสดงผลที่เหมาะสมสำหรับการชมเว็บไซต์ คือ1280X1024)
ผู้ดูแลระบบ asso_dedicm2010@hotmail.com / https://www.facebook.com/buddhayuntree