menutop
line
pai fds
small2

       ไพศาล  แสนไชย  เป็นชาวไทยทั้งเชื้อชาติ และสัญชาติ เกิดในครอบครัวของชาวนา เมื่อวันที่  ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒  ที่เกิดและที่อยู่ปัจจุบันคือ   บ้านเลขที่ ๑๑๙ บ้านท่ากองิ้ว หมู่ที่ ๒ ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บิดาชื่อ พ่อสม แสนไชย มารดาชื่อ แม่น้อย แสนไชย  มีพี่ชายร่วมสายโลหิต เพียงคนเดียว คือ นายศิริไชย  แสนไชย การศึกษา

- เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดหนองสะลีก จบชั้น ป.๔ (ประถมศึกษาตอนต้น)
- ไปต่อประถมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนป่าซาง จบชั้น ป.๗
- จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายชั้น ม.ศ.๕ ที่โรงเรียนเมธีวุฒิกรลำพูน
- อุดมศึกษา จบบริหารธุรกิจ แผนกบัญชี (บช.บ.) จากวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

    เนื่องจากมีผู้ข้องใจว่าไพศาล ศึกษาและปฏิบัติธรรมสำเร็จชั้นไหนจึงได้รู้ได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ ไม่เห็นกันง่าย ๆ จึงขอเรียนให้ทราบไปว่าภพนี้ภูมินี้ ยังไม่เคยได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเลย จึงไม่มีธรรมชั้นไหนที่จะตอบว่าสำเร็จ

บุคลิกลักษณะ
     ไพศาลก็เหมือนกับคนไทยทั่วไป รูปร่างสันทัด ผิวขาวเหลืองแบบคนเมืองเหนือนิสัยสงบเสงี่ยมขี้เกรงใจผู้อื่น สันโดษ รักสงบชอบการทำบุญสุนทาน มักใช้เวลาว่างไปขลุกอยู่ที่วัดช่วยงาน ก่อสร้าง โบสถ์วิหารหรือสิ่งที่วัดกำลังก่อสร้าง ไม่ว่าวัดไหนถ้าได้รับการขอร้องหรือมีโอกาสเป็นต้องช่วยด้วยเหตุนี้จึงดำรงความเป็นโสดอยู่จนกระทั่งบัดนี้ชีวิตส่วนตัวก็อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ค่อยพิถีพิถัน แม้กระทั่ง การแต่งกายก็ถือความสบายเป็นหลัก แต่ก็เป็นคนมีอัธยาศัยดีต้อนรับ ผู้มาเยือนด้วยความเต็มใจเสมอทุกคน

สัมผัสที่ ๖
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไพศาลเป็นบุคคลพิเศษหาได้ยากคือความสามารถในการติดต่อกับโลกวิญญาณด้วยการถอดกายทิพย์ออกท่องเที่ยวไปตามภพต่างๆไปพบปะพูดคุยกับวิญญาณที่อยู่ในภพนั้นๆทั้งเทวโลก และนรกโลกซึ่งไพศาลเองเรียกว่า "ที่ร้อน” กับ “ที่เย็น” ในแต่ละที่ก็มีการแบ่งชั้นที่ร้อนมากไปจนกระทั่งร้อนน้อย่เย็นก็มีชั้นตั้งแต่มีที่อยู่และการแต่งกายธรรมดาเหมือนมนุษยไปจนถึง วิมานใหญ่โต แพรวพราวและการแต่งกายก็สวยงามต่างกัน แต่ก็มีข้อสังเกตว่าในแต่ละชั้นจะมีสภาพที่อยู่อาศัยการแต่งกายเหมือนกันหมด พูดง่ายๆ ก็คือมีบ้านที่มีขนาดรูปร่าง สีสันเหมือนกันเท่านั้น การแต่งกาย ก็แต่งแบบเดียวกันสีเดียวกันจากการพบปะวิญญาณทั้งหลายด้วยการทิพย์ไพศาลได้รับฝากข่าวสารจากวิญญาณสั่งมาถึงผู้ที่เคยมีความเกี่ยวเนื่องกันในโลกมนุษย์ทั้งข่าวดีและข่าวร้ายตลอดจน วิธีการที่ ี่จะปฏิบัติให้พ้นจากวิบากกรรม ผู้รับข่าวสารที่อยู่ทั่วทุกสารทิศในประเทศไทยมีทุกชาติศาสนา บางครั้งก็ส่งถึงต่างประเทศด้วยซ้ำไปเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า ชื่อ-นามสกุล บ้านเลขที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด ที่ส่งไปนั้นไม่ผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังบอกรายละเอียดถึงเบอร์โทรศัพท์ เลขที่โฉนดเลขทะเบียนปืนที่ผู้ตายจากโลกมนุษย์ได้ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน การติดต่อนั้น มีประจำทุกวัน วันละประมาณ ๗-๘รายในการทำงานนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคนานาประการข้อแรกคือตัวไพศาลเองต้องอุทิศตัวเองเพื่องานนี้โดยเฉพาะไม่ได้ประกอบอาชีพหารายได้ตามที่ได้ศึกษามา จึงเกิดความไม่พร้อม ทั้งวัสด ุอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ได้อาศัยผู้รับข่าวที่มีศรัทธาได้ช่วยเหลือบ้าง จึงทำให้งานดำเนินไปไม่ขาดสายทำไมต้องมาทำงานนี้ เป็นคำถาม ที่ต้องหารายละเอียด ต่อไปในเรื่องอันพิลึกพิลั่น เหนือเหตุผลและเหนือกฎเกณฑ ์ของโลกมนุษย์ซึ่ท่านผู้สนใจ พึงทำใจเป็นกลาง ใช้วิจารณญาณวิเคราะห์เอาเองว่าน่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะโลกมนุษย์เรา ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่ไม่อาจหาเหตุผล และคำตอบมาชี้แจงได้ เช่น สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เป็นต้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เมืองเรา สมควรที่คนไทย จะรับทราบ

เริ่มสัมผัสมิติเร้นลับ
เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๗
พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ ขณะนั้นยังคงเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้เช่าบ้านพักอยู่ที่บางแคเวลา ๑๔.๐๐ น. ขณะที่ฟังคำบรรยายอยู่ที่วิทยาลัย มีิอาการ อ่อนเพลีย อย่างมาก คล้ายคนเป็นโรคท้องร่วงอย่างแรงอยากจะพักผ่อนนอนหลับหูอื้อตาพร่ามัวอาการทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนทนไม่ได้จึงขออาจารย์กลับที่พักโดยขึ้นรถเมล์สาย ๘๔ (คลองสาน – อ้อมใหญ่) มาลที่่ปาซอยเข้าบ้านพักรู้สึกหวิวๆคล้ายจะเป็นลมได้พยายามพยุงร่างกายเดินไปจนถึงบ้านพักพอไปถึงก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคอะไรสักอย่างถึงได้มีอาการอ่อนเพลียอย่างนี้ คิดว่าจะไปตรวจ ร่างกายที่คลินิก จึงได้แข็งใจอาบน้ำและจัดการแต่งตัวเมื่อสวมเสื้อได้เพียงแขนเดียวก็หมดแรง ล้มฟุบลงบนที่นอน หมดความรู้สึกนิมิตว่า ตัวเองไปยื่นอยู่ที่สนามวิทยาลัยที่เรียนอยู่ ได้มีชายชรา อายุประมาณ ๙๐ ปี สะพายย่ามตัดเย็บด้วยผ้าดิบสีขาว ที่ทางภาคเหนือใช้ใส่ห่อข้าว อาหาร หมากเมี่ยง บุหรี่ ให้คนสะพายนำหน้าศพพร้อมกับตุงสามหางไปป่าช้า เชื่อกันว่าเพื่อให้ผู้ตาย ได้ใช้เป็นเสบียงเดินทางไปสู่ปรโลก เมื่อชายชราเข้ามาใกล้ไพศาลก็จำได้ว่าคืพ่ออุ๊ยโกนคำสมเป็นคนบ้านหนองสะลีก(อยู่ติดกับบ้านท่ากองิ้วบ้านของไพศาล)พ่ออุ๊ยโกนได้เสียชีวิตไปประมาณ ๑๐ ปีเมื่อยังมีชีวิต อยู่มีอาชีพ เป็นช่างเหล็ก และช่วยเหลือชาวบ้านในการเผาศพเป็นประจำเพราะหมู่บ้านทางภาคเหนือไม่มีสัปเหร่อประจำก็ได้อาศัยชาวบ้านด้วยกันทำหน้าที่สัปเหร่อ“มาเยียะหยังนี้ มาทำอะไรที่นี่)อุ๊ยโกน”ไพศาลได้ทักทายไป“ มาหามึงก่า เอานี่มาให้หื้อตวยฮักษาไว้ฮื้อเมินแล้ว” (มาหาเจ้านะเอานี่มาให้เจ้าด้วยรักษาไว้ให้นานแล้ว) พ่ออุ๊ยโกนตอบพร้อมกับล้วงลงไปในย่ามหยิบเอาเข้าเหนียวปั้นหนึ่งสีดำๆด่างๆออกมา ยื่นให้เอ้า.. กิ๋นเหีย”(กินเสีย)“อะหยั่งนั่น...เฮาบ่กิ๋น”(อะไรนั่นผมไม่กิน)ไพศาลรีบตอบปฏิเสธพ่อุ๊ยได้ยัดเยียดก้อนข้าวใส่มือไพศาลพร้อมกับสำทับว่า“กิ๋นเหียะเต๊อะฮักษาไว้ฮื้อเมินแล้ว (กินเสียเถอะรักษาไว้ ให้นานแล้ว) เมื่อไพศาลรับไว้แล้ว อุ๊ยโกนก็คะยั้นคะยอให้รับประทานไพศาลยกก้อนข้าวในมือมาดูมันมีลักษเป็นข้าวคลุกงาที่คนภาคเหนือนิยมรับประทานกันเป็นของว่างมีกลิ่นหอมชวนกิน จึงลองกัดกินดูปรากฎว่า มีรสอร่อยมากจึงกินต่อไปจนหมดก้อนอุ๊ยโกนมองไพศาลกินข้าวก้อนนั้นด้วยความพออกพอใจและบอกว่า“เอาละ...กูจะไปแล้ว” (ข้าจะไปแล้ว) ว่าแล้วอุ๊ยโกนก็หมุนตัวกลับไป“ อุ๊ยโกน เดี๋ยวก่อน อย่ฟั่งไปเตื้อ” (อย่าเพิ่งไป)ไพศาลตะโกนเรียกแต่อุ๊ยโกนไม่ยอมเหลียวกลับพอเดินไปสัก ๓ ก้าวร่างอุ๊ยโกนก็หายวับไพศาลสะดุ้งตื่นด้วยจิตอันระทึก ต่อเรื่องราวนิมิต ที่พึ่งผ่านไป หยกๆนึกทบทวน เหตุการณ์ต่างๆดูก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรคงเป็นการฝันปกติธรรมดาของคนทั่วไปแต่จำเรื่องราว เหล่านั้น แม่นยำ เสมือนหนึ่งว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ครั้นกลับมา สำรวจตัวเอง ก็พบว่า ยังคงนอนฟุบอยู่บนที่นอนโดยสวมเสื้อเพียงข้างเดียวจึงพยุงกายลุกขึ้นปรากฏว่าความอ่อนเพลีย ได้หายไป ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระฉับกระเฉงเป็นปกต ิทุกอย่างจึงล้มเลิก ความคิดที่จะไป ตรวจร่างกาย จัดแจงกางมุ้งแล้วเข้านอน คืนนั้นได้หลับสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เหตุการ์ณประหลาด
ั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ ไพศาลรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นจิตใจแจ่มใสเบิกบาน ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีความรู้สึกหิวอาหารไม่กระหายน้ำแต่มีความอิ่มเอิบเหมือนได้ดื่มกินตามปกติ มีความรู้สึกอย่างนี้ติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ทั้งที่ต้องไปเรียนหนังสือตามปกติธรรมดา แต่ก็ไม่ดื่มน้ำไม่รับประทานอาหาร จนกระทั่งวันที่ ๔ ของเหตุการณ์ประหลาดนั้น คือ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ จึงเริ่มรู้สึกหิวและกระหายก็ได้ ดื่มน้ำและกินอาหาร

พบเทพนิมิต
วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ วันนี้เกิดอาการอ่อนเพลียคล้ายคนทำงานหนักมาตลอดวัน และต้องการพักผ่อน คืนนั้นจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ และก็หลับสนิท เกิดนิมิตว่าตนเองกลับจากงานบุญที่ไหนมา สักแห่งหนึ่ง มีความปิติในผลบุญเป็นอันมาก ขณะที่กำลังเดินขึ้นระเบียงบ้านก็ต้องสะดุ้งกลัวเป็นที่สุด เพราะที่ระเบียงบ้านนั้นบุรุษหนึ่งอายุประมาณ ๕๐ ปีกว่า ร่างสูงใหญ่แต่งกายชุดนักรบ ทางภาคเหนือในสมัยโบราณ สวมกางเกงรัดรูปสีเทายาวเลยเข่าลงมานิดหน่อย เสื้อคอกลมสีเทา ผ่าอก แขนสั้นแค่ศอก ปลายแขนเสื้อพันรอบด้วยเชือกกระชับติดกับลำแขน คาดเองด้วยผ้าสีฟ้า ศีรษะ สวมครอบมวยผมกลางกระหม่อมคลุมมาถึงหูด้วยโลหะสีทองมีลวดลายมือขวาถือดาบฝักฝังลายทองด้วย ดาบมีลายสีทองถือกระชับแนบติดเอว ชูปลายดาบขึ้นในลักษณะเตรียมพร้อม ใบหน้าและดวงตาขึงขังดุดัน บุรุษแปลกหน้าดังกล่าวยืนรอไพศาลอยู่ตรงระเบีบงบ้านกำลังจ้องดูไพศาลอย่างพินิจพิเคราะห์ ้วยท่าทางขึงขังจริงจังของบุรุษผู้นั้นทำให้ไพศาลเกิดอาการตกใจและเกรงกลัว แต่ก็แข็งใจถามไปด้วยเสียงค่อนข้างสั่น“พ่อลุงมาหาไผ” (พ่อลุงมาหาใคร)“มาหาสูก่า” (มาหาเอ็งซิ) บุรุษแปลกหน้าตอบ “เสาะหามาเมินแล้ว (ตามหามานานแล้ว) ไปหาที่บ้านหลายเตื้อก่อบ่ปะ (ไปหาที่บ้านหลายครั้งแล้วก็ไม่พบ) กำลังมาปะ (พบ) ที่นี่ละ”“มาปะเยียะหยัง ฮู้จักเฮากา” (มาพบทำไม รู้จักเราหรือ) ไพศาลถาม “ฮู้จักกา ...เอ...นี่จำกันบ่ได้กา บ่ฮู้จักข้ากา” (รู้จักสิ..เอ..นี่ จำกันไม่ได้หรือ ไม่รู้จักข้าหรือ)บุรุษแปลกหน้าตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นกันเอง จึงทำให้ไพศาลใจชื้นขึ้น แต่ก็สั่นหัวปฏิเสธและตอบว่า “เฮาจำบ่ได้ บ่เกยฮู้จัก” (ผมจำไม่ได้ไม่เคยรู้จัก) บุรุษแปลกหน้าอมยิ้ม แล้วหัวเราะเบา ๆ อุทานออกมาว่า “เออแต้ก่า ... ข้าลืมไป เฮาปั๊ดกันมาเมินแล้ว ข้าจะเล่าหื้อสูฟังก่อนฟังหื้อดีเน้อ” (เออใช่สิ... ข้าลืมไป เราจากกันมานาน และข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก่อนฟังให้ดีนะ) “ในอดีตที่ผ่านมาประมาณพันกว่าปี ตัวข้านี้ได้เกิดเมืองมนุษย์เป็นเจ้าผู้ครอบครองนครโยนกเชียงแสน มีชื่อว่า พญาพิงคราช ตัวเจ้าก็ได้มาเกิดเป็นเสี่ยว (เพื่อน) รักกันเป็นแม่ทัพคู่ใจข้า เฮาเคยได้ร่วม รบทัพจับศึกมาด้วยกันอย่างโชกโชน เคยร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมกิ๋น (ร่วมกิน) ร่วมแอ่ว (ร่วมเที่ยว) ตวยกั๋น (ด้วยกัน) ตัวเจ้ามีชื่อว่า พญาสิงหวิราช มียศศักดิ์ยิ่งใหญ่ในนครโยนก เชียงแสน รองจากข้า เมื่อเสี้ยงจิต (ตาย) จากโลกมนุษย์นั้นแล้ว ต่างคนก็ต่างไปตามบุญ ตามกรรมที่ได้กระทำ มาชาตินี้สูเจ้าก็จะหมดกรรมหมดเวรที่ต้องส้าย (ต้องใช้) แล้วข้าจึงเสาะหา (ตามหา) สูเจ้าจนปะ (พบ) นี่ละเพื่อจะชวนเจ้าไปผ่อ (ดู)ที่แห่งหนึ่ง”“ไปผออะหยัง (ไปดูอะไร) ที่ไหน” นายไพศาลถาม“ไปผอ (ดู) โลกหน้าคนที่ต๋าย (ตาย) จากโลกมนุษย์แล้วเข้าไปอยู่กั๋น (กัน)” พญาพิงคราชตอบ “โอ๊ะ... เฮาบ่ไป(ผมไม่ไ) เฮายังบ่ไปเตื้อ(ผมยังไม่ไป)เฮา(เรา)ยังต้องเรียนหนังสือแล้วทำงานหาเล้ยงตัวเองและพ่อแม่อยู่เฮาบ่ไป(เราไม่ไป)”ไพศาลรีบตอบปฏิเสธทันที “เอาละ... วันนี้บ่ไปก็บ่เป็นหยัง (วันนี้ไม่ไปก็ไม่เป็นไร)พญาพิงคราชตอบด้วยเสียงปกติพร้อมกับแหงนหน้าขึ้นดูบนท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า“เดี๋ยวเวลาก็ใกล้แจ้ง(ใกล้สว่าง) แล้ว จิตของเจ้าควรกลับคืนร่างเอาไว้อีก ๗ วันในโลกมนุษย์ข้าจะปิ๊ก (กลับ) มาหาเจ้าใหม ่เน้อ(นะ)”พูดแล้วก็ยิ้มให้อย่างมีไมตรีและก้าวเดินไปประมาณ ๓ ก้าว ร่างของพญาพิงคราชก็หายวับไป

พบกันครั้งที่ ๒
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ วันนี้ไพศาลมีอาการอ่อนเพลียคล้ายวันก่อน ร่างกายต้องการพักผ่อนเป็นอย่างมาก เมื่อปฏิบัติภารกิจประจำวันแล้ว ก็เข้านอนประมาณ ๒ ทุ่ม และก็หลับสนิท ไปอย่างรวดเร็ว นิมิตว่าตนเองเดินออกมาที่ระเบียงบ้านพักและพบพญาพิงคราชซึ่งมายืนรออยู่ก่อนแล้ว แต่ในนิมิตครั้งนี้พญาพิงคราชไม่ถือดาบมาด้วยมือขวาหิ้วย่ามสีขาวหม่นๆ ทำด้วยผ้าทอที่ทุ่น ประดับสวยงาม แบบถุงย่ามของคนทางเหนือใช้กันมาแต่โบราณ พอพบกันต่างยิ้มแย้มเข้าหากันอย่างคุ้นเคย “มาปะกั๋น (พบกัน) วันนี้ก็ดีแล้ว วันนี้มีของมาหื้อ (มาฝาก)” พญาพิงคราช พูดยิ้ม ๆ พร้อมกับ ล้วงลงไปในย่ามหยิบเอาของสิ่งหนึ่ง ติดมือมามีขนาดเท่านิ้วชี้สีคล้ำๆ แล้วยื่นให้ไพศาล“อะหยังนะ” (อะไรนั่น) ไพศาลอุทาน “เอ้า ... ฮับไว้เถอะ (รับไว้เถอะ) แล้วก็เอากิ๋นเหีย (กินเสีย)” พญาพิงคราช ยื่นของชิ้นนั้นส่งให้ ไพศาลรับไว้ เมื่อรับมาแล้ว ไพศาลได้พิจารณาดูของสิ่งนั้นเห็นว่ามีลักษณะเปลือกคล้ำแต่ไม่แข็งกระด้าง มีความนุ่มนิ่มเมื่อจับดู ลองดมดูรู้สึกมีกลิ่นชวนกิน ลองกัดกินดู ปรากฏว่า มีรสหวานมันอร่อยมาก จึงได้กินเข้าไปจนหมดพญาพิงคราชมองดูไพศาลด้วยความพอใจหัวเราะหึๆ พร้อมกับใช้มือตบหลังไพศาลเบา ๆ๓ ครั้ง พูดว่า“สหายเก่า.. .เฮาเคยค่อนขอดกั๋นที่ก๋องเฟือง วันนี้จะชวนไป แถมจะไปก่อ” (เพื่อนรัก...เราเคยยั่วเย้ากันที่ข้างกองฟาง วันนี้จะพาไปอีกจะไปไหม)“ไปไหน จะปาปิ๊กบ้านกา (กล้บบ้านหรือ) เฮาอยากปิ๊กบ้าน (เราอยากกลับบ้าน)” ไพศาลตอบเพราะตอนน ี้การสอบปลายปีกำลังจะสิ้นสุดลง นักศึกษาต่างก็กำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านกัน พญาพิงคราชหัวเราะ “บ่ใจ้ปิ๊กบ้าน ปิ๊กไปหยังบ้าน ข้าจะนำไปผ่อโลกหน้า” (ไม่ใช่กลับบ้าน กลับไปทำไม ข้าจะพาไปดูโลกหน้า)“เฮาบ่ไป...เฮายังบ่ไปเตื้อ เราไม่ไป...เรายังไม่ไป)ไพศาลตอบยืนยันเหมือนครั้งก่อน“นั่งลง ... อู้กั๋นก่อนเน้อ (พูดกันก่อนนะ) พญาพิงคราช หยิบเก้าอี้นั่ง ขนาดกะทัดรัด ประดับลวดลายฝังมุกสวยงามมากมานั้ง ซึ่งตั่งนี้ไม่มีอยู่ที่บ้านพักจึงทำให้ไพศาลสงสัยถามไปว่า “เอาตั่งที่ไหนมา เป็นของไผ” (เอาเก้าอี้ที่ไหนมาเป็นของใคร) พญาพิงคราช  ยิ้มตอบรับว่า “ของข้าก่า ข้าเอามาด้วย (ของข้าสิ ข้าเอามาด้วย) เอ้า...นั่งลงก่อน” เมื่อไพศาลนั่งลงกับพื้นเรียบร้อยแล้ว พญาพิงคราชก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยสัมพันธ์กันมา อย่างใกล้ชิดในอดีตกาลให้ไพศาลฟัง เพิ่มเติม จาก ที่เคยบอกเล่ามาแล้ว และสุดท้ายได้เสริมว่า “ที่ข้าเสาะหาสูเจ้า (ตามหาตัวเจ้า) ก็เพื่อที่จะพาไปผ่อ (ดู) โลกหน้า สูเจ้าจะได้รู้ได้เห็นไว้ ้เพื่อตัวเจ้าเองและชาวมนุษย์โลก สูจะไปก่อ (จะไปไหม)” แต่ไพศาล คงยืนยันปฏิเสธไม่ไปด้วยเหตุผลเดิม คือ ต้องเรียนและทำงาน หาเลี้ยงตัวเองและบิดามารดา พญาพิงคราชก็ไม่ได้โต้แย้งแต่ประการใด จนได้เวลาพอสมควร พญาพิงคราช ก็ขอตัวกลับ และกำชับไว้ว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกในโอกาสต่อไป

พบกันครั้งที่ ๓
วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ วันนี้ไพศาลมีอาการอ่อนเพลียเหมือนที่เคย จึงได้หายา มารับประทาน แต่อาการไม่ดีขึ้น กลับมีความรู้สึกง่วงนอนอย่างมาก จึงเข้านอนอเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม
และก็หลับสนิทเกิด นิมิตว่าตัวเองเดินออกมาที่ระเบียงบ้านพัก ได้พบพญาพิงคราชยืนรออยู่ พร้อมด้วยพระภิกษุชราอายุประมาณ ๙๐ รูปร่างผอมสูงมีสง่าน่าเคารพ ครองผ้าสีกรักคาดรัดประคดสีเดียวกัน ไพศาลจึงรีบยกมือไหว้ถามว่า“ครูบาชื่ออะหยัง (อะไร) มาจากไหน”พระภิกษุชรายิ้มด้วยความเมตตา และตอบด้วยเสียงนุ่มนวลตอบแบบ อย่างผู้ทรงศีล“อาตมาชื่อว่า คัณธา คัณธาโล เมื่อยังมีชีวิต อยู่ในโลกมนุษย์นั้นได้อยู่ทีวัดเมืองสร้อย เมืองระแหง จังหวัดตาก ได้เสี้ยงจิต (ตาย) จากโลกมนุษย์มาแล้วเป็นเวลาพันปีกว่า เดี๋ยวนี้ได้อยู่ในแดนสักกั๋ง (แดนทิพย์) ไกลจากที่นี่มาก ที่มานี ่ก็เพราะพญาพิงคราชนิมนต์มาเพื่อจะพาเอาไพศาลไปดูโลกหน้าว่ามนุษยตายจากโลกมนุษย์แล้ว ไปอยู่ที่ไหนจะไปก่อ (จะไปไหม) ด้วยความเคารพและเกรงใจพระครูบาผู้อาวุโส ไพศาลตอบ อย่างนอบน้อมว่า “ไหว้สาครูบาเจ้าถ้าครูบาไปตวย(ไปด้วย) ผมก็จะไป”“ไปก่า ...” (ไปซิ) ครูบารับคำ “ ครูบาก็จะไปตวย (ไปด้วย) จะพาไปผ่อ (ดู) หมู่มนุษย์ที่เสี้ยงจิต (ตาย) แล้วว่าเขามารับ กรรมดีกรรมฮ้าย(กรรมร้าย)อย่างไร ตามแต่กรรมที่เขาได้สร้างไว้ยังเมืองมนุษย์บางคนก็อยู่เย็นเป็นสุขในปราสาทวิมานบางคนก็ตกระกำลำบากอยู่ในที่ร้อนบ่มีที่อยู่อาศัย (ไม่มีที่อยู่อาศัย) ขาดเครื่องนุ่งห่ม หิว อยากอาหารก็บ่มีกิ๋น (ไม่มีกิน) เขาทั้งหลายเหล่านั้นอยากจะสั่งเสียมายังลูกหลาญาติพี่น้องทั้งหลายที่ยังคงอยู่เมืองมนุษย์หื้อได้ฮู้จัก (ให้ได้รู้จัก) ผลแห่งกรรม เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวอยู่ ในศีลธรรม เพราะเขาทั้งหลายเหล่านั้นได้มาประสบแล้วว่า บาปมีจริง บุญมีจริง เพื่อบรรดา ลูกหลานญาติมิตรจะได้ไม่ประมาท” “งานนี้ยังผ่อบ่หันไผ (มองไม่เห็นใคร) ที่สมควรทำนอกจากไพศาลเท่านั้น” พญาพิงคราชพูดเสริมขึ้น “และงานนี้ต่อไปภายหน้ามันจะเป็น (เป็น) งานใหญ่หลวงนัก ข้าจึงได้ไหว้สาครูบาเจ้ามาช่วย”“ได้ก่า... (ได้สิ)เมื่อพญาพิงคราชมาขอข้าจะช่วย ตามปกติธรรมแล้วข้าบ่ไปไหน (ไม่ไปไหน)ถ้าบ่จำเป็น (ไม่จำเป็น) ข้าจะสงบอยู่ในที่แดนสักกั๋งโกกั๋ง”“ดีละ” ครูบาคัณธาตอบรับ “แล้วเจ้าก็จะได้ไปเห็นบุญเห็นบาปว่ามันมีผลตอบสนองผู้ที่ทำบุญ ทำบาปอะไร และเขาเหล่านั้น ก็จะได้อาศัยเจ้าช่วย เป็นล่ามนำข่าวดีข่าวร้าย มาบอกกล่าวลูกหลาน ญาติมิตร พี่น้องที่โลกมนุษย์ การงาน อันนี้ก็จะเป็นกุศลแก่เจ้าตวย (ด้วย) และเจ้าก็จะรู้เอง) “จะไปเมื่อใด” (จะไปเมื่อไหร่) ไพศาลถาม “ยัง ... บ่เดี๋ยวนี้ ยังบ่ไปเตื้อ” (ตอนนี้ยังไม่ไป) พญาพิงคราชตอบ “วันหน้าข้ากับครูบาจะมาฮับ” (รับ)พญาพิงคราชมองไพศาลแล้วก็หัวเราะบอกว่า “ต่อไปนี้ ถ้ามันอ่อนเพลียก็ไม่ต้องกินยานะ ถึงอย่างไร ก็ไม่หาย ไปหลับเสีย เอาละวันนี้ข้ากับครูบาเจ้าก็จะปิ๊ก (กลับ) ไปก่อน วันหน้าจะมาฮับ (มารับ) ไป”ว่าแล้วพญาพิงคราชและครูบาคัณธา ก็หมุนตัวกลับก้าวเดินไปประมาณ ๓ ก้าว ร่างทั้งสองก็หายวับไป

เริ่มเข้าสู่โลกวิญญาณ
     หลังจากวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ วันที่พบกับพญาพิงคราชและครูบาคัณธาแล้วเหตุการณ์ทั้งหลายในชีวิตก็คงดำเนินไปตามปกติจนถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ ก็เกิดอาการอ่อนเพลีย อยากพักผ่อนนอนหลับอีกซึ่งอาการที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไพศาลเริ่มรู้แล้วว่ามันบันดาลให้เกิดขึ้นจึงไม่มีอาการตกใจได้อาบน้ำชำระร่างกาย สวดมนต์ไหว้พระแล้ว เข้านอน และร่างกายก็หมด ความรู้สึก อย่างรวดเร็วได้นิมิตต่อไปว่าตนเองเดินออกมาที่ระเบียงบ้านพักและพญาพิงคราชกับครูบาคัณธายืนรออยู่แล้ว คืนนี้พญาพิงคราชได้เปลี่ยนเครื่องทรงใหม ่เป็นกางเกงแนบเนื้อยาว ถึงข้อเท้า สีชมพู เสื้อรัดรูปแบบยาวถึงข้อมือสีชมพูทั้งเสื้อและกางเกงปักดิ้นเงินและลวดลายสวยงามระยิบระยับ คาดทับด้วยผ้ารัดเอวสีเหลืองอ่อน บนศีรษะ คงสวมครอบ มุ่นมวยผมยาวมา ถึงแผงอกมีประกาย วูบวาบคล้ายเพชรใส่รองเท้าปลายงอนปักลายทองสวยงามกิริยาท่าทางของพญาพิงคราชก็นุ่มนวลสุภาพน่ารัก ไม่มีท่าทางแข็กร้าวแบบนักรบ ไพศาล มองดูพญาพิงคราช ด้วยความตกตะลึง ในความวิจิตร อย่างไม่เคยพบเห็นในโลกมนุษย์แล้วยิ่งตกตะลึงมากขึ้นเมื่อนึกถึงตัวเองและก้มสำรวจดูอะไรนี่!เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ มันไม่ผิดไปจาก พญาพิงคราชทรง อยู่ทุกอย่างตั้งแต ่ศีรษะจรดเท้า จึงทำให้งง จนไม่รู้จะพูดจะทำอะไรพญาพิงคราชและครูบาคัณธายืนดูไพศาลด้วยความพอใจ และยิ้มแย้ม ครูบาคัณธา ชี้มือไป ที่กายเนื้อ ของไพศาล ซึ่งนอนอยู่ในที่นอนแล้วถามไพศาลว่า “นั่นใคร”ไพศาลหันไปมองแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวที่เห็นเนื้อตัวเองนอนอยู่รีบตอบไปว่า “ตัวผมเองครับ..ผมจะกลับแล้ว” พร้อมกับผวาเข้าหาร่างเดิม แต่ครูบา คว้ามือ ไปปลอบว่า“ปล่อยร่างนั้นไว้ก่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงเราจะไปดูโลกหน้ากัน”แล้วดึงกายทิพย์ของไพศาลออกเดินไปพร้อมกับพญาพิงคราช ซึ่งคอยอยู่แล้ว ไพศาลรู้สึกว่าถูกดึงให้ก้าวไป ประมาณ ๓ ก้าว ก็รู้สึกว่า ทั้งครูบาคัณธาและพญาพิงคราช และตัวไพศาลเองอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ปลิวไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ว่าไปทิศทางใด
โลกวิญญาณเป็นอย่างไร
  ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ เป็นต้นมา ครูบาคัณธากับพญาพิงคราชก็มารับกายทิพย์ของไพศาล ท่องเที่ยวไปในโลกหน้าหรือโลกวิญญาณเป็นประจำ จะมีเว้นบ้างเป็นโอกาส การไปก็ไป ในลักษณะปลิวไปอย่างไร้น้ำหนัก โดยไพศาลเองไม่รู้ทิศทางที่ไป พอไปถึงจุดที่ท่านทั้งสองต้องการจะให้ดูหรือพบปะวิญญาณใด ท่านทั้งสองก็จะหยุด ณ ที่แห่งนั้น เพื่อให้ไพศาล ได้ด ูสถานท ี่หรือ พบปะพูดคุยกับวิญญาณที่รอคอยพบอยู่ สถานที่ที่ไพศาลได้พบ แบ่งออกเป็นสองอย่างคือ ที่ร้อนกับที่เย็น มีตั้งแต่ร้อนน้อย หมู่คนที่ตายจากโลกมนุษย์ที่มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็นั่งจับเจ่า หน้าแสดง ความทุกข์ แม้ตัวไพศาลเองเมื่อเข้ามาสถานที่นี้ก็รู้สึกร้อนเหมือนอยู่กลางแดดจัดในฤดูร้อน ไม่มีร่มเงาใดๆ ที่ร้อนมากขึ้นกว่านี้ก็อยู่อีกเขตหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าห่างกันแค่ไหน อยู่ทิศทางใด ในที่ที่ร้อนที่สุด ไพศาลเองก็เข้าไปไม่ได้ ได้แต่ยืนอยู่รอบ ๆ บริเวณ บรรดาวิญญาณที่อยู่ในที่นั้นต่างก็กระวนกระวาย พลุกพล่าน ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนไม่ขาดสายจะมีการสงบเป็นครั้งคราว เมื่อพระสุปะฏิปันโน โนโลกมนุษย์ได้แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จะบังเกิดหมอกครึ้มปกคลุมในที่ร้อน ทำให้ลดความร้อนแรงลง สรรพสัตว์ที่อยู่ในที่นั้นก็จะได้รับความสุข ความสบายชั่วคราว พระสุปะฏิปันโน ผู้มีบารมีเช่นนี้ ยังคงมีอยู่หลายองค์ในโลกมนุษย์(รวบรวมอยู่ในหนังสือพระดีที่ควรบูชา)ครูบาคัณธาอธิบายให้ไพศาลฟังว่า บรรดาวิญญาณที่อยู่ในเขต นี้ถ้าทนไม่ได ้ก็จะหลบลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ แต่ก็มาอยู่ได้เพียงชั่วครู่ก็ต้องกลับมายังที่เดิมน่าสังเกตว่าที่ร้อนเหล่านี้ไม่มีผู้คุม แต่วิญญาณที่อยู่นั้นก็ไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้วิญญาณที่ร้อนบางวิญญาณ ก็มีโอกาส เล่าความเป็นมา ของตน ให้ไพศาลฟังและขอร้องให้บอกลูกหลานญาติพี่น้องขอให้ช่วยเหลือ โดยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บ้าง ครูบาคัณธาชี้แจงว่า ในที่ร้อนมาก นั้นวิญญาณเหล่านั้น ไม่อาจรับกุศล และบุญที่บรรดา มนุษย์อุทิศให้ได้ต้องใช้กรรมให้หมดก่อนจึงจะพ้นจากที่ร้อน และจะให้รับผลบุญที่ญาติพี่น้องอุทิศให้ภายหลัง ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน .........
กลับหน้าหลัก....

นิมิตพิศวง เลขที่ ๑๑๙ บ้านท่ากองิ้ว หมู่ที่ ๒ ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน 
(การแสดงผลที่เหมาะสมสำหรับการชมเว็บไซต์ คือ1280X1024)
ผู้ดูแลระบบ asso_dedicm2010@hotmail.com / https://www.facebook.com/buddhayuntree